Home Blog Page 9

ວິທີການຕອບຄໍາຖາມການສໍາພາດວີຊ່າUSA ຍົກຕົວຢ່າງລູກຫລານລະຄອນຜູ້ຍິງທີ່ປະເທດໄທ

0

ວິທີການຕອບຄໍາຖາມການສໍາພາດວີຊ່າUSA  ຍົກຕົວຢ່າງລູກຫລານລະຄອນຜູ້ຍິງທີ່ປະເທດໄທ

หลานหมิว ลลิตา ปัญโญภาส  เด็กนักเรียนของเรา

CROPPED-phto009

เคล็ดลับการตอบคำถามการสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา   ตอบคำถามในการสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา น้องๆสามารถดูตัวอย่างได้ที่

ตอบคำถามในการสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา

 

ตัวอย่างการพูดสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาของหลานหมิว ลลิตา ปัญโญภาส  เด็กนักเรียนของเรา

 

ตัวอย่างการพูดสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาของหลานหมิว ลลิตาโดย StudyPlus

 

น้องๆสามารถดูตัวอย่างได้ที่

 

ทางเราจะจัดอบรมอยู่เรื่อยๆและติวน้องๆทุกคนก่อนสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา

ພຣະເຈົ້າ, Princess Soamsawali ປຮະທານໃຫ້ Throphies ເເກ່ StudyPlus ທັງຫມົດ3 Throphies ທີ່ໄທ/ ການສໍາພາດວາລະສານຕ່າງປະເທດ StudyPlus 13ສຶງຫາທີ່ໄທ

0

IMG_1879-768x1024

IMG_3949

IMG_3943

ທີ່ປະເທດໄທ : ພຣະເຈົ້າ, Princess Soamsawali ປຮະທານໃຫ້ Throphies ເເກ່ StudyPlus ທັງຫມົດ3 Throphies

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ໃຫ້ Throphies ເເກ່ StudyPlus ທັງຫມົດ3 Throphies/ ການສໍາພາດວາລະສານຕ່າງປະເທດ StudyPlus 13ສຶງຫາທີ່ໄທ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานโล่ประกาศเกียติคุณเเก่ บริษัท StudyPlus

ผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Crossword เกมส์เยาวชน นานาชาติ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2558 วันเสาร์ที่ 28 พย. 2555 ณ ศูนย์การค้า Central Plaza บางนา

และ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานโล่ประกาศเกียติคุณเเก่ บริษัท StudyPlus

ผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Crossword เกมส์เยาวชน นานาชาติ ครั้งที่ 24 ประจำปี 2555 วันเสาร์ที่ 24 พย. 2555 ณ ศูนย์การค้า Central Plaza บางนา

และ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานโล่ประกาศเกียติคุณเเก่ บริษัท StudyPlus

ผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Crossword เกมส์เยาวชน นานาชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2554 วันเสาร์ที่ 19 พย. 2554 ณ ศูนย์การค้า Central Plaza บางนา

trophy-150x150

ใบประกศนียบัตรอื่นๆที่เราได้รับ จาก UK, New Zealand

trophy1

ການສໍາພາດວາລະສານຕ່າງປະເທດ StudyPlus 13ສຶງຫາ ທີ່ໄທ

นิตยสารต่างประเทศ Broadsight Magazine สัมภาษณ์ StudyPlus 13สิงหาคม2557 ณ โรงเเรมดุสิตธานี โดย Mr.Valentin Fischer

SAM_0144 SAM_0153 SAM_0155 SAM_0161 SAM_0144 SAM_0148

 

Study Plus เป็นสมาชิก ICEF และ  UNI AGENTS องค์กรระหว่างประเทศด้านการศึกษานานาชาติ StudyPlusเป็นศูนย์แนะเเนวการศึกษาต่อประเทศที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือระดับนานาชาติ

download (2)  uniagents

 

รางวัล TBQA : The Best Quality Agent 2 ปีซ้อน : ปี 2015 และ 2014 และ ลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


IMG_5578

ประกาศนียบัตรจาก UK และ New Zealand  นอกจากนี้ยังร่วมมือกับบริษัทต่างๆ เช่น True Cooperation กิจกกรมต่างๆ

IMG_5579

 

IELTS ເປັນທີ່ຮູ້ຈັກດີ …

ielts

ຄະແນນ IELTS ຊະນິດ ແບ່ງອອກເປັນສີ່ພາກສ່ວນ, ໃຊ້ເວລາ 2 ຊົ່ວໂມງ 45 ນາທີ.

IELTS เป็นอีกปัญหาของหลาย ๆ คนที่อยากมาเรียนต่อ วันนี้มาทำความรู้จักกับมันกันดีกว่า

ทั่วไป

  • ไอเอลแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมง 45 นาที
  • ไอเอลมีให้เลือกแบบ academic(สำหรับคนที่จะเรียนต่อ ทุกระดับการศึกษา) และ general(ง่ายกว่าส่วน reading และ writing…ใช้สำหรับสมัครงาน และขอวีซ่าบางประเภท)
  • ข้อสอบไอเอลที่สอบในวันเดียวกันทั่วโลกเป็นชุดเดียวกัน (เพราะฉะนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าที่ไทยจะง่ายกว่า)
  • ตัวแทนไอเอลที่ไทยมีแค่ IDP และ BritishCouncil เท่านั้น
  • ไอเอลคะแนนเต็ม 9
  • คะแนนจะออกหลังจากการสอบสองอาทิตย์
  • ตามกฎใหม่แล้ว สามารถสมัครสอบได้เลยไม่ต้องรอสามเดือน

มาทำความรู้จักกับแต่ละ part ของ IELTS กัน

Listening

  • ใช้เวลาฟังประมาณ 20 นาที เขียนลงกระดาษคำตอบอีก 10 นาที
  • พาร์ทนี้แบ่งเป็น 4 พาร์ทย่อย รวม 40 ข้อ
  • จะเริ่มจากง่ายไปหายาก
  • พาร์ทแรกจะเป็นเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน หรือการติดต่อแบบง่าย ๆ (ส่วนใหญ่เป็นจองทัวร์ไปเที่ยว, ย้ายบ้านใหม่, การนัดหมาย…เป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคนขึ้นไป…การตอบส่วนใหญ่จะเป็นชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์ ที่อยู่ หรือศัพท์พื้นฐานไม่ยาก…แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบเติมคำ)
  • พาร์ทที่สอง จะเป็นคนเดียวพูด อาจเกี่ยวกับข่าว,เหตุการณ์ต่าง ๆ,ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ (ส่วนนี้อาจมีทั้งเติมคำและตัวเลือกผสมกัน)
  • พาร์ทที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน ฝึกงาน ฯลฯ (จะเป็นการสนทนาของบุคคลมากกว่าสองคน อาจมากถึงสี่คน) เช่น พูดถึงการทำรายงาน,การหางานหลังเรียนจบ
  • พาร์ทสุดท้าย ยังคงเป็นแนววิชาการ ส่วนใหญ่จะเป็นคนพูดคนเดียวเกี่ยวกับเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ยากนัก (ส่วนใหญ่คำตอบเป็นตัวเลือก)

เคล็บลับในส่วนนี้

  • ดูแลเรื่องตัวใหญ่ เวลาเป็นชื่อคน ชื่อเมืองถ้าเทปสะกดให้ต้องถูกต้องตามนั้น (ถ้าพูดลอย ๆ สะกดผิดยังคงได้คะแนน ถ้าอ่านออกมาเป็นตามเทปพูด)
  • วิธีฝึกคือฟังข่าว,ดูหนัง(ปิดซับ),ฟังเพลง ภาษาอังกฤษ แล้วเขียนตาม
  • ฟังเสียงจากตัวอย่างข้อสอบเก่าบ่อย ๆ ให้ชิน โดยเฉพาะสองพาร์ทหลัง พยายามเก็บรายละเอียดให้ได้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร
  • ระหว่างทำข้อสอบ…จำใจความอะไรได้ เขียนลงกระดาษคำถามไว้เรื่อย ๆ กันเหม่อลอย แล้วจะหลุดยาวไปเลย

Reading

  • แบ่งออกเป็น 3 ส่วน รวมทั้งหมด 40 คำถาม ใช้เวลาประมาณ 60 นาที
  • จะเริ่มจากง่ายไปยากเช่นเดียวกับ listening
  • ทั้งสามเรื่องจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่เอามาจากบทความวิชาการ(ง่าย ๆ), หนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร
  • ในสามเรื่อง อาจมีเรื่องที่ใส่กราฟ หรือรูปภาพ ประกอบบทความ ในส่วนที่บทความใช้ศัพท์เฉพาะที่ยากมาก ๆ
  • พาร์ทนี้ต้องทำไปตอบไป เพราะไม่มีเวลาเพิ่มให้เหมือน listening

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • เริ่มจากอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ (วันละหัวข้อก็ยังดี)
  • ดูหนังปิดเสียง อ่านศัพท์เอาแทน (เพื่อเรียนรู้ศัพท์ให้มาก ๆ)
  • อ่านบทความภาษาอังกฤษมาก ๆ (อ่านผ่าน ๆ แล้วจับใจความก็พอ)
  • จดศัพท์ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เจอ (การรู้ศัพท์มาก ๆ จะช่วยได้มาก ในพาร์ทนี้)
  • เวลาทำข้อสอบ อย่าพยายามอ่านให้เข้าใจทุกประโยค
  • ให้เริ่มจากอ่านคำถามก่อน แล้ววงไว้ว่า ต้องหาอะไรให้เจอบ้าง จากนั้นจึงไปหาคำตอบในเนื้อเรื่อง (ไม่งั้นไม่มีทางอ่านทัน)

Writing

  • มีเวลาเขียนสองพาร์ทรวม 60 นาที
  • ส่วนแรก 150 คำ(ต้องบังคับตัวเองให้ใช้เวลาส่วนนี้ 20 นาที) แล้วอีก 40 นาทีที่เหลือ กับ 250 คำของส่วนหลัง
  • ส่วนแรกจะเป็นให้อธิบายกราฟ,ตาราง ฯลฯ ให้เขียนในรูปแบบรายงาน มีการเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง เขียนถึงตัวเลขที่มากที่สุด และน้อยที่สุด เวลาเริ่มต้น ให้เขียนว่า เป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร ช่วงระหว่างปีอะไร มีแกน x,y ประกอบด้วยอะไรบ้าง และข้อมูลมาจากหน่วยงานไหน ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียด ส่วนตอนสรุป ก็ให้เขียนว่าจุดเด่นที่แตกต่างของภาพคืออะไร (“อย่า”ใส่ความคิดคาดคะเนไปเองว่ากราฟอาจเป็น บลา บลา บลา ในอนาคต)…หรือ…
  • อาจจะเป็นการอธิบายอธิบายการทำงานของวงจรอะไรซักอย่าง…ถ้าได้แบบนี้ ให้เขียนเรียงเป็น step 1,2,3… โดยขึ้นต้นว่า มันคือการทำงานของอะไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง ก่อนจะเริ่มบอกรายละเอียด
  • สำหรับ task 2 จะเป็นการเขียนรายงานอย่างง่าย 250 คำ เนื้อหาจะเกี่ยวกับหัวข้อทั่ว ๆ ไป เช่น ระบบการศึกษา, สิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะเป็นการให้แสดงความคิดเห็น หรือเปรียบเทียบระหว่างสองข้อมูลที่โจทย์ให้ เช่น ระบบการเรียนที่รร. กับการเรียนทางไกล เป็นต้น
  • ทั้งสองพาร์ทในส่วน writing จะต้องถูกเขียนแบบภาษาวิชาการ มีรูปแบบที่ถูกต้อง

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • ส่วนกราฟ…อย่าพยายามเขียนถึงทุกอย่างในกราฟ…แบ่งออกเป็นสามส่วนง่าย ๆ…Intro ประมาณ 30 คำ เขียนว่าเป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร (ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟ)…เนื้อหา เขียนเปรียบเทียบ และจุดเด่นจุดด้อย (ประมาณ 100 คำ)…สรุป เน้นจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอีกครั้ง (ประมณ 30 คำ)
  • ส่วนที่สอง…เขียนไอเดียคร่าว ๆ ไว้ก่อนว่าจะเขียนอะไรบ้าง (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) ถ้าต้องเปรียบเทียบเรื่องอะไร 2 เรื่อง พยายามให้ความสำคัญทั้งสองส่วนพอ ๆ กัน บอกทั้งข้อดีและข้อเสียของทั้งสองอย่าง…intro ประมาณ 50 คำ เขียนกว้าง ๆ ว่าหัวข้อที่ได้สำคัญยังไง…เช่นตามหัวข้อตย. ก็เขียนว่าปัจจุบัน ระบบการเรียนทางไกลเริ่มใช้แพร่หลายในหลาย ๆ ประเทศ บลา ๆ ๆ ๆ…ในส่วนเนื้อหา (ประมาณ 150 คำ) อาจแบ่งเป็นสองย่อหน้าอีกครั้ง…อาจเขียนได้เป็น ข้อดีของทั้งสองระบบ…กับข้อเสียของทั้งสองระบบ หรือ เขียนถึงระบบแรกหนึ่งย่อหน้า…ระบบที่สองในอีกย่อหน้า (แ้ล้วแต่ความถนัด)…ส่วนสรุป บอกตามความคิดเห็นของเราไปเลย ว่าคิดว่าระบบไหนดีกว่า เพราะอะไร…หรือไม่มีอะไรดีกว่ากัน เพราะอะไร (ต้องให้เหตุผลด้วยเสมอ)
  • ฝึกเขียนทุกวัน (หรือบ่อยเท่าที่ทำได้) ส่วนกราฟ อาจท่องจำรูปแบบคร่าว ๆ ไปได้เลย
  • ส่วนพาร์ทสอง ฝึกเขียนในหัวข้อต่าง ๆ กัน เพราะปัญหาของหลาย ๆ คน คือไม่รู้จะเขียนอะไรดี (เวลาฝึกอ่าน ลองเอาหัวข้อเหล่านั้นมาเขียนใความคิดตัวเองดูก็ได้)
  • ต้องหาคนตรวจให้ (อันนี้สำคัญ…ยากที่จะทำเองได้) เมื่อมีคนแก้ให้ เอามาเขียนใหม่อีกครั้ง(อย่าขี้เกียจ) เพื่อให้สมองจำในแบบที่ถูกต้อง
  • ถ้าไม่มั่นใจ อย่าพยายามใช้ศัพท์เฉพาะ (เพราะถ้ามันไปอยู่ผิดที่ ผิดวิธีใช้จะทำให้คะแนนลดลง)
  • อย่าเขียนประโยคเดียวสั้น ๆ ทั้งเรื่อง ให้เขียนประโยคยาว ๆ โดยใช้ตัวเชื่อมต่าง ๆ ให้เป็น

Speaking

  • ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แบ่งออกเป็นสามส่วน
  • ส่วนแรก เป็นการสนทนาทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับครอบครัว การเรียน การทำงาน ฯลฯ (ประมาณ 5 นาที)
  • ส่วนที่สอง จะมีหัวข้อมาให้…ให้เวลาเตรียมตัว 1 นาที และให้พูดตามหัวข้อนั้นประมาณ 2 นาที (ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดเกินจะถูกหักคะแนน…คนสัมภาษณ์จะบอกเองว่า พอก่อน) อย่าพยายามพูดน้อยกว่า 1 นาทีครึ่ง (อันนี้อาจถูกหักคะแนนได้)
  • ส่วนสุดท้าย เป็นการพูดรายละเอียด เกี่ยวกับหัวข้อที่เราเพิ่งพูดจบไป เพื่อให้เราได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ
  • คะแนนในส่วนนี้มาจาก Fluency, Grammatical, Pronunciation,Lexical resource

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • พยายามพูดกับตัวเอง หรือคนรอบข้างเป็นภาษาอังกฤษ (จะทำให้ระบบสมองคล่องขึ้น ไม่ต้องเสียเวลานึก)
  • ลองพูดตาม topic ต่าง ๆ (หาตัวอย่างได้ตามเว็บไอเอลทั่วไป)แล้วเอาเรื่องของเราไปประยุกต์ดู
  • เวลาสอบให้ทำตัวตามสบาย อย่าเกร็ง พูดให้เป็นธรรมชาติ (คิดซะว่าเม้าท์กับเพื่อนฝรั่ง ไม่ได้ไปสอบ)
  • อย่าเกร็งเรื่องแกรมม่ามาก คะแนนสำคัญมาจากการสื่อสารที่รู้เรื่อง เข้าใจมากกว่า
  • ถ้าฟังคำถามไม่เข้าใจ ให้ถามคนสัมภาษณ์เลย อย่าพยายามตอบทั้งที่ไม่รู้ว่าเค้าถามอะไร
  • ถ้าฟังไม่ทันที่เขาพูด ขอให้เขาช่วยพูดช้าลงไปเลย อย่ากลัวว่าจะถูกหักคะแนน (ดีกว่าฟังไม่ทันตอบไม่ได้ไปเลย)

โดยรวม

  • ตั้งใจอ่านคำสั่งให้ดีทุกพาร์ท
  • เปิดดูให้หมดว่าพาร์ทไหนมีข้อสอบกี่ข้อ ต้องตอบกี่คำถามในส่วนนั้น ๆ
  • ไปให้ก่อนเวลา จะได้ไม่เหนื่อย ไม่ตื่นเต้น
  • แบ่งเวลาในแต่ละส่วนให้ดี (โดยเฉพาะ reading and writing) อย่าเสียเวลากับใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ข้อไหนตอบไม่ได้ วงไว้ แล้วข้ามไปก่อนเลย
  • พยายามเขียนให้จบท้งสองเรื่อง (มีส่วนต่อคะแนนอย่างมาก)
  • ที่เหลือ…สู้ตาย

**เดี๋ยวนี้ writing และ speaking มี 0.5 แล้วค่ะ

IELTS ได้รับความนิยมสูงสุด หนึ่งปีมีผู้สอบหนึ่งล้านคน

เยอรมันทำคะแนนสูงเป็นอันดับหนึ่ง ไทยติดอันดับ 18 ของโลก

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้สมัครสอบ IELTS (The International English Language Testing System) มากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลก คิดเป็น 2 คนต่อหนึ่งนาที IELTS จึงนับเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพื่อการศึกษาต่อและสมัครงานในเวลานี้

จากผลสำรวจ พบว่า ผู้สอบจากประเทศเยอรมนีได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดถึง 7.16/9 จากการทดสอบทักษะทั้งสี่ด้าน (การฟัง การอ่านการเขียน และการพูด) รองลงมา คือ ผู้สอบจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย และฮ่องกง ขณะที่ผู้สอบชาวไทยได้คะแนนติดอันดับที่ 18 ของโลก ด้วยคะแนนเฉลี่ย 5.5-6/9 และทำได้ดีด้านการฟังและอ่าน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สอบเพศหญิงทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5.94/9 สูงกว่าผู้สอบเพศชายซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.74/9

สถานที่สอบ TOEIC ในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีศูนย์สอบ TOEIC อยู่สองแห่งคือ

1. Center for Professional Assessment (Thailand)

BB Building, 19th Floor, Suite 1907
54 Asoke Rd., Sukhumvit 21, Bangkok 10110 Tel. 0-2260-7061 begin_of_the_skype_highlighting 0-2260-7061 end_of_the_skype_highlighting, 0-2664-3131 begin_of_the_skype_highlighting 0-2664-3131 end_of_the_skype_highlighting
Fax. 0-2664-3122
Email: [email protected]

2. Center for Professional Assessment (Thailand)

(Northern Region)
Nawarat Building, 3rd Floor.
4/6 Kaew Nawarat Rd., Soi 3
Amphur Muang, Chiangmai 50000
Tel. (053) 248-208 begin_of_the_skype_highlighting (053) 248-208 end_of_the_skype_highlighting, 306-600
Email: [email protected]
Website: http://www.cpathailand.co.th

ศฯย์สอบ IELTS
British Council สยามแสควร์

ກາຮເປັນພົນລະເມືອງອົດສະຕາລີ (Permanent Residents)

ກາຮເປັນພົນລະເມືອງອົດສະຕາລີ (Permanent Residents)

PR (Permanent Residents) in Australia

ออสเตรเลียไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศที่ชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติได้เข้าไปท่องเที่ยว หรือศึกษาต่อเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่อนุญาติให้ชาวต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัยเป็นการถาวร ในฐานะ “ผู้พำนักถาวร (Permanent Residents)” ด้วยการถือวีซ่าประเภท “Permanent Residency Visa (PR Visa)” ซึ่งผู้มีวีซ่าประเภทนี้สามารถสมัครเป็นพลเมืองของออสเตรเลียได้อีกด้วย

australian-significant-investor-program

เงื่อนไขของ PR Visa

ชาวต่างชาติที่ถือ PR Visa ได้รับสิทธิในการเป็น “ผู้พำนักถาวรในออสเตรเลีย” แต่ยังไม่ถือว่าเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย วีซ่าชนิดนี้จะมีอายุ 5 ปีในการออกให้ครั้งแรก ระหว่างที่วีซ่ายังไม่หมดอายุ ผู้ถือวีซ่านี้สามารถเดินทางเข้า ออกหรืออาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างอิสระ เมื่อวีซ่าหมดอายุลง ผู้ถือวีซ่านี้ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด หากไม่ได้ทำผิดกฏระเบียบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย

แต่หากผู้ถือวีซ่านี้ต้องาการเดินทางเข้า ออกออสเตรเลีย ในฐานะผู้พำนักถาวรในออสเตรเลียต่อไป จะต้องยื่นคำร้องขอมีวีซ่า “Resident Return Visa (RRV)” อย่างไรก็ตาม หากพบว่า ผู้ถือ PR Visa ได้ออกไปพำนักอยู่นอกประเทศออสเตรเลียเป็นระยะเวลานานเกินไปในระหว่างที่ถือวีซ่านี้อยู่ก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิการถือวีซ่านี้ได้เช่นกัน แต่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย เพื่อขอสิทธิการถือวีซ่านี้คืนมา

ประโยชน์ในการถือ PR Visa

  • มีสิทธิสมัครเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย โดยผู้ถือ PR Visa ต้องอยู่ในออสเตรเลียไม่ต่ำกว่า 2 ปี จาก 5 ปีแรก ที่ได้วีซ่านี้ในฐานะผู้พำนักถาวรในออสเตรเลีย และจะต้องอยู่ในออสเตรเลียไม่ต่ำกว่า 12 เดือนก่อนยื่นเรื่องขอเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย
  • สิทธิในการอาศัยทำงาน ศึกษาอยู่ในออสเตรเลีย โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฏหมายของออสเตรเลียที่มีต่อชาวต่างชาติ
  • ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในประเทศตามที่กฏหมายออสเตรเลียมีให้กับพลเมืองของตน ยกเว้นค่าเล่าเรียนบางโครงการ ที่กำหนดไว้ให้ชาวออสเตรเลียนโดยเฉพาะ
  • มีสิทธิประกอบอาชีพในหลาย ๆ ได้ระหว่างอยู่ในออสเตรเลียได้
  • ลูกที่เกิดในออสเตรเลีย จะได้รับสัญชาติออสเตรเลียโดยกำเนิด
  • แม้ผู้พำนักถาวรไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศของออสเตรเลีย แต่ในบางรัฐในออสเตรเลียให้สิทธิแก่ผู้พำนักถาวร ซึ่งมาจากประเทศในเครือจักรภพ สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับรัฐได้

ให้ PR Visa อย่างไร?

ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้กำหนดหลักเกณฑ์ 2 อย่าง ในการให้สิทธิการถือ PR Visa แก่ชาวต่างชาติ ได้แก่

Migration Program เป็นหลักเกณฑ์ที่พิจารณาการให้ PR Visa แก่ชาวต่างชาติที่มีทักษะความชำนาญสูงในสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น อาชีพแพทย์ พยาบาล รวามถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทางออสเตรเลียกำลังขาดแคลนผู้ที่มีความรู้ความสามารถในระดับสูงทางอาชีพเหล่านี้อยู่ โดยในช่วงปี ค.ศ.2004-2005 ออสเตรเลียได้ให้ PR Visa แต่ชาวต่างชาติตามหลักเกณฑ์นี้ ประมาณ 120,000 คน

Humanitarian Program เป็นหลักเกณฑ์ที่พิจารณาการให้ PR Visa แก่ชาวต่างชาติ โดยยึดหลักมนุษยธรรม ส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาให้วีซ่านี้แก่ผู้อพยพเข้าออสเตรเลีย โดยในปี ค.ศ. 2004-2005 ออสเตรเลียให้ PR Visa ผ่านทางหลักเกณฑ์นี้ราว 13,000 คน
โดยทั่วไปแล้ว ชาวต่างชาติที่ต้องการได้ PR Visa ของออสเตรเลีย มักยื่นคำร้องเพื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ Migration Program ในฐานะผู้ที่มีความเชียวชาญในสาขาอาชีพต่าง ๆ ในส่วนของประเทศไทยก็เช่นกัน มีแพทย์และพยาบาลเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ได้ PR Visa เข้าไปทำงานอยู่ในออสเตรเลีย ในฐานะผู้พำนักถาวร

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะได้รับ PR Visa ตามหลักเกณฑ์ของ Migration Program จำเป็นจะต้องมีวีซ่าอีกชนิดหนึ่งคือ “Skilled Independence Visa” ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการไปทำงานอยู่ในออสเตรเลีย โดยผู้นั้นจะต้องมีความรู้ความชำนาญในอาชีพของตนอยู่ในระดับสูง เข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Skilled Independence Visa

วีซ่าชนิดนี้เป็นเสมือนใบเบิกทางในการขอ PR Visa และสมัครเป็นพลเมืองชาวออสเตรเลียนในลำดับถัดไป โดยสามารถดำเนินการขอวีซ่านี้ในประเทศไทย ผ่านทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ถ.สาทรใต้ หรือดำเนินการระหว่างเรียนอยู่ในออสเตรเลียก็ได้

โดยปกติแล้ว ผู้ที่อยู่ระหว่างเรียนต่อในออสเตรเลีย มักยื่นเรื่องขอ Skilled Independence Visa โดยจะต้องมีผลคะแนนในการทดสอบ Skilled Independence ซึ่งกฏหมายใหม่ของออสเตรเลีย ได้กำหนดให้นักเรียนต่างชาติในออสเตรเลียที่ต้องการยื่นขอวีซ่านี้ ต้องมีคะแนนของ Skilled Independence ไม่ต่ำกว่า 120 คะแนน ส่วนผลทดสอบของผู้จบการศึกษาแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 115 คะแนน ขั้นตอนของการทดสอบดังกล่าวนี้อาจใช้เวลา 3-4 เดือน สำหรับสายอาชีพเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออาจมากกว่านั้นในสายอาชีพอื่น ๆ

หลักฐานในการยื่นขอ Skilled Independence Visa

หลักฐานสำคัญที่ต้องแนบไปกับใบสมัครขอ Skilled Independence Visa มีดังนี้

  • พาสปอร์ต
  • วุฒิการศึกษาตามสายอาชีพ
  • สูติบัตร
  • ทะเบียนบ้าน
  • รูปถ่าย 4 รูป
  • ใบแสดงผลการศึกษา
  • ทะเบียนสมรส (กรณีสมรสแล้ว)
  • ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลที่ประเทศออสเตรเลียให้การรับรอง
  • ใบเสร็จค่าธรรมเนียมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกิจการทางวัฒธรรมของออสเตรเลีย (DIMA)
  • ใบผลคะแนนในการทดสอบ Skilled Independence Visa

หลักการประเมินคะแนนในการขอเป็น PR Australia

หลักการประเมิน ประเภทของอาชีพ คะแนน

1.ทักษะพื้นฐานทางอาชีพ ** อาชีพพิเศษ 60
<Check from SOL> อาชีพ (พวกมืออาชีพ) 50
อาชีพทั่วไป 40

2.อายุ 18 – 29 30
30 – 34 25
35 – 39 20
40 – 44 15

3.ผลภาษาอังกฤษ IELTS 5 15
IELTS 6 20

4.ประสบการณ์ทำงาน Skill = 60 (3ใน4ปี) 10
Skill = 40 – 50 (3ใน4ปี) 5

5.อาชีพในความต้องการของ Australia มี Job offer 15 (New)
ไม่มี Job offer 10 (New)

6.จบการศึกษาที่ Australia Under Ph D 5
Master D 10 (New)
Ph D 15 (New)

7.ทักษะของคู่สมรส Add >5

8.Bonus point $100,000 5
2 ภาษา (ไทย – อังกฤษ) 5
ทำงานใน Australia 5
ศึกษาในประเทศในเขตที่ประชากร 5 (New)
เบาบางอย่างต่ำ 2 ปี
มีญาติพี่น้องเป็น PR หรือ Citizen 15
Australia หรือ Eligible New Zealand citizen

ເອກະສານຂະບວນການທີ່ເຂົ້າຮັບການ USA / ອອດເຕເລຍ / ນິວຊີແລນ / Canada / ອັງກິດ.

study-usa

ເອກະສານຂະບວນການທີ່ເຂົ້າຮັບການ USA / ອອດເຕເລຍ / ນິວຊີແລນ / Canada / ອັງກິດ.

USA

เอกสารต่างที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน ต้องจัดเตรียมเอกสารสมัครเรียนดังนี้

สมัครเรียนภาษาอังกฤษ

  • ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน
  • จดหมายรับรองทางการเงินจากธนาคาร (Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ
  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)

สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาบัตรอื่น ๆ

  • ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน
  • จดหมายรับรองการเงินจากธนาคาร(Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ
  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)
  • ใบผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง บางสถาบันอาจต้องการให้ปิดผนึกมาจากทางมหาวิทยาลัย
  • จดหมาย Letter of Recommendation 3 ฉบับ
  • สำเนาผลสอบภาษาอังกฤษ Toefl (ให้ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงโดยตรงไปที่มหาวิทยาลัย)
  • สำเนาผลสอบ GMAT (ในกรณีที่สมัคร MBA) หรือสำเนาผลสอบ GRE(กรณีที่สมัครเรียน Communication, Engineering และ Science) สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษา โดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงไปที่มหาวิทยาลัยโดยตรง
  • จดหมายรับรองการทำงาน และ Resume
  • จดหมายแสดงเจตน์จำนงที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชานั้น ๆ (Statement of Purpose) ประมาณ 300-500 คำ

เอกสารเหล่านี้ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้วจึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่ เรียกว่า I-20 Form มาให้ เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการ ขอวีซ่านักเรียน สถานศึกษาหลายแห่งอาจะแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย

[alert type=success]Note: เอกสารในการสมัครเรียนทั้งหมดจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวจริงเท่านั้น[/alert]

ขั้นตอน

  1. กรอกใบสมัคร (Application Form) และใบจองที่พักของทางสถาบัน พร้อมแนบเอกสารการสมัคร และชำระค่าสมัคร (30-100 เหรียญ ไม่สามารถเรียกคืน )
  2. รอ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบันประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้ให้เตรียมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยื่นขอ VISA ต่อไป
  3. เมื่อได้รับ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบัน แล้ว ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเล่าเรียน , ค่าประกันสุขภาพ , ค่าจัดหาที่พัก , ค่าที่พัก , ค่าจัดรถไปรับที่สนามบิน , ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ( ถ้ามี )
  4. ชำระค่าใช้จ่ายโดยตรง ซื้อแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายในนามของสถาบันตามที่ระบุในจดหมายตอบรับเข้าเรียน หรือโอนเข้าบัญชีสถาบัน
  5. นัดวันสัมภาษณ์ขอ VISA โดย ซื้อหมายเลข PIN ผ่านระบบอินเตอร์เนต หรือ ผ่านระบบโทรศัพท์ ไปยื่นสัมภาษณ์ขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกา ตามวันเวลาที่กำหนด เปิดทำการจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.00-9.00 น. ควรไปก่อนเวลาสัมภาณ์ 1 ชม.
  6. เมื่อวีซ่านักเรียนอนุมัติแล้ว ขอให้แจ้งกำหนดวันเวลาการเดินทาง เพื่อซื้อและยันยันตั๋วเครื่องบิน และ ยืนยันที่พัก กับทางโรงเรียน เพื่อจัดคนไปรับที่สนามบินปลายทาง

 

Australia/New Zealand/Canada/UK

สมัครเรียนภาษาอังกฤษ

  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)

สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาบัตรอื่น ๆ

    • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)
    • Transcript

 

ເມືອງ Wellington ນິວຊີແລນ

1385255_397504857044770_1285880799_n

 

ເມືອງ Wellington ນິວຊີແລນ

ນະຄອນຫຼວງຂອງນິວຊີແລນ

 

เวลลิงตัน เป็นเมืองหลวงของประเทศนิวซีแลนด์ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะเหนือ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ และเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้สุดของโลก แต่ที่นี่กลับมีบาร์ ร้านกาแฟ และภัตตาคาร ต่อจำนวนประชากรมากกว่ากรุงนิวยอร์กเสียอีก ตลอดทั้งปีเมืองนี้จะมีกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้เข้าชมมากมาย ขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ “เวลลีวู้ด” ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมมิรามาร์ก็กำลังเฟื่องฟูสุดๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงสนับสนุนและผลักดันของ “เซอร์ ปีเตอร์ แจ็กสัน” ผู้กำกับชื่อดังชาวเมืองเวลลิงตัน ที่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาแล้วถึง 17 รางวัล ทั้งยังเป็นเจ้าของผลงานหนังไตรภาค “ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์” อีกด้วย (ปัจจุบัน เขาอยู่ในระหว่างเตรียมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ฮอบบิท”)

ในปีหน้าเมืองเวลลิงตันจะผงาดขึ้นมาโดดเด่น และเป็นที่กล่าวขวัญถึงบนเวทีโลกอีกครั้ง ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้โลก หรือ “รักบี้ เวิลด์คัพ” ซึ่งเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่อันดับสามของโลก

 

ຮູ້ຂິກ New York ແລະ Los Angeles, USA

1233092_385109208284335_1520206672_o

ນິວຢອກແມ່ນນະທີ່ມີຊື່ສຽງທີ່ສຸດໃນໂລກ. ມັນຍັງແມ່ນນະຄອນທີ່ໃຫຍ່ທີ່ສຸດໃນສະຫະລັດອະເມລິກາ ການເມືອງທີ່ບໍ່ເຄີຍ sleeps, New York City, ສູນກາງເສດຖະກິດແລະສະຖານທີ່ທ່ອງທ່ຽວທີ່ສໍາຄັນຂອງສະຫະລັດອະເມລິກາ. ພື້ນທີ່ນະຄອນນິວຢອກມີຖານທີ່ທ່ອງທ່ຽວທີ່ມີຊື່ສຽງຈໍານວນຫຼາຍ.

New York เป็นมหานครที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ภายในเมืองนิวยอร์คมีสภาพแวดล้อมที่มีเสน่ห์ชวนให้หลงไหลกับพลังที่มีความตื่นเต้นอยู่ตลอด นิวยอร์คยังได้รับคำกล่าวขานว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับจึงทำให้นิวยอร์คเป็นเมืองศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกา บริเวณเมืองนิวยอร์คมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย

ที่ท่องเที่ยว

  • Empire State
  • เทพีสันติภาพ
  • โรงละครบอร์ดเวย์
  • Brooklyn Bridge
  • Wall Street
  • Time Square

 

1240209_385989788196277_1056203935_n

Los Angeles ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อย่อว่า แอลเอ เป็นเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทสสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ Hollywood ซึ่งเป็นถนนแห่งวงการภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก แอลเอ และมีสมาคมคนไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย

ที่ท่องเที่ยว

  • Venice Beach
  • Hollywood
  • El Pueblo de Los Angeles
  • Griffith Park
  • J. Paul Getty Center
  • Santa Monica
  • Beverly Hills
  • Music Center for the Performing Arts
  • The Grove

7 ວິທີທີ່ຈະຊ່ວຍປະຢັດເງິນ ການສຶກສາຢູ່ຕ່າງປະເທດ ສໍາລັບຄົນທີ່ງບບ່ມາກ

hungry_bank_1

7 ວິທີທີ່ຈະຊ່ວຍປະຢັດເງິນ ການສຶກສາຢູ່ຕ່າງປະເທດ ສໍາລັບຄົນທີ່ງບບ່ມາກ ມາເບິ່ງກິນ

7 แนวทาง การเก็บเงินไปเรียนต่างประเทศ สำหรับคนงบน้อย…

  1. บริหารเงิน ซื้อเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น ( ถ้าจะซื้อให้เลือกเอาแบบถูกแต่คุ้มค่า )
  2. ขายของที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด ( แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน)
  3. หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่ม
  4. เปิดบัญชีใหม่เพื่อเก็บเงินไปเรียนต่อโดนเฉพาะ (เอาแบบที่ฝากได้อย่างเดียว ถอนออกไม่ได้ )
  5. ค้นคว้าข้อมูลการเรียนต่อต่างประเทศให้มากๆ =o
  6. หาทุนเรียนต่อต่างประเทศ ( ไม่เก่งจริง ก็ต้องพยายามให้มากๆนะค่ะ)
  7. ฝึกใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ เวลาไปจริงๆจะได้ไม่ลำบาก

ອົດສະຕາລີສີ່ຕົວເມືອງທີ່ສໍາຄັນໄປສຶກສາ

 

581089_378654835596439_1947372858_n

ອົດສະຕາລີສີ່ຕົວເມືອງທີ່ສໍາຄັນໄປສຶກສາ

Sydney

ซิดนีย์เป็นเมืองแห่งสีสันถ้าจะเปรียบเทียบกับกรุงเทพ ฯ แล้ว มีอะไรที่เหมือนกันหลายอย่างเช่น มีแหล่ง Shopping มากมาย ระบบคมนาคมที่ใช้ระบบรางเป็นหลัก รวมถึงความหนาแน่นของประชากร แต่สิ่งที่ ซิดนีย์ดูจะเหนือกว่ากรุงเทพ ฯ มาก ๆ ก็คือ ความสะอาด ความมีระเบียบวินัยพลเมือง และมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของนักเรียนไทย อยากไปเรียนต่อที่ซิดนีย์ คือ ซิดนีย์ มีงาน Part Time ให้ทำเยอะมากซึ่งเป็นผลดีอย่างมากในการที่นักเรียนจะได้มีโอกาส หารายได้พิเศษมาใช้ในชีวิตประจำวัน

สถานที่ท่องเที่ยว

  • Opera House
  • Sydney Horbour Birdge
  • Tamarama
  • Watsons Bay
  • Glebe
  • Bondi
  • Coogee

 

melbourne

Melbourne

ถือว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่อีกแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ว่ากันว่ามีจำนวนคนไทยเป็นอันดับสองรองลงมาจาก Sydney อากาศค่อนข้างเย็นและเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ป่วยง่าย

เมืองนี้มีแหล่งวัฒนธรรมมากมาย โดยเฉพาะบ้านเมืองที่อนุรักษ์ความเป็นบ้านเก่าๆ ถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของออสเตรเลียที่น่าค้นหาเลยล่ะ

สถานที่ท่องเที่ยว

  • Cook’s Cottage
  • Fitzroy Gardens
  • Royal Botanic Gardens
  • Flinders Street Station
  • Queen Victoria Market
  • Melbourne Museum
  • Melbourne Aquarium
  • Eureka Skydeck 88

 

 

Perth

Perth

ถ้าเดินทางจากไทยโดยเครื่องบิน จะใกล้กับเมืองนี้ที่สุด เพราะอยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเมืองที่ทำเกษตรกรรมและการประมงเป็นหลัก บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ

คนไทยจะน้อยกว่าเมืองใหญ่ๆอยู่มาก ใครที่ชอบธรรมชาติและความสงบน่าจะชอบเมืองนี้ แต่ตำแหน่งงานพิเศษอาจจะไม่เท่าเมืองใหญ่ (แน่นอนว่าคู่แข่งแย่งงานก็คงไม่เยอะเท่าเมืองใหญ่เช่นกัน ^^)

สถานที่ท่องเที่ยว

  • สวนสาธารณะคิงส์ปาร์ค” (Kings Park)
  • ทะเลสาบมองเกอร์” (Lake Monger)
  • พิพิธภัณฑ์ออสเตรเลียตะวันตก” (Western Australia Museum)
  • ลอนดอนคอร์ต” (London Court)
  • โรงกษาปณ์เมืองเพิร์ธ” (Perth Mint)
  • สวนสัตว์เพิร์ธ” (Perth Zoo)
  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรัฐเวสต์เทิร์น” (Aquarium of Western Australia)

 

 

 

Brisben

Brisbane

บริสเบนเป็นเมืองที่น่าอยู่ ตั้งอยู่ในเขตกึ่งร้อนชื้น หรือ Sub-tropical ของรัฐควีนส์แลนด์ และรายล้อมไปด้วยทิวเขา Great Dividing Range ป่าธรรมชาติ น้ำตก และ ชายฝั่งทะเล บริสเบน ยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของรัฐควีนส์แลนด์ อันได้แก่ Gold Coast และ Sunshine Coast รวมถึง The Great Barrier Reef ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์ปะการังที่ใหญ่ และซับซ้อนที่สุดในโลก อยู่ติดชายฝั่งทะเลห่างตัวเมืองบริสเบนไปทางเหนือเพียงเล็กน้อย ปะการังแถบนี้ มีขนาดกว้างใหญ่มากจนสามารถมองเห็นได้จากดวงจันทร์

สถานที่ท่องเที่ยว

  • Queen Street Mall
  • South Bank Parklands
  • Brisbane City Hall
  • Lone Pine Koala Sanctuary
  • Movie World
  • Dream World
  • Sea World