หน้าแรก บล็อก หน้า 19

Study Plus งานสัมมนา เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral, The Mall หรือ โรงเเรม/ งานเรียนต่อต่างประเทศ ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ทุนเรียนต่อไม่จำกัดเกรด แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศ เข้างานฟรี

StudyPlus logo sept 2015

 

5 มีนาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

19-20 มีนาคม เสาร์-อาทิตย์ ที่ ห้าง Central พระราม2 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

26  มีนาคม เสาร์ ที่ โรงเเรม The Continent อโศก ชั้น33 13.00-17.00น.

2-3  เมษายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม3 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

16 เมษายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

7-8 พฤษภาคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม2 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

21 พฤษภาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

4 มิถุนายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

18-19 มิย. เสาร์-อาทิตย์ ห้างแปซิฟิคพาร์ค ชลบุรี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

25-26 มิถุนายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral Plaza อุดรธานี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

9 กรกฎาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

23 กรกฎาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

6 สิงหาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

27-28 สิงหาคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral Plaza พิษณุโลก ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

10-11 กันยายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างThe Mall โคราช บริเวณ Hall 10.00-18.00น.

24 กันยายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

3 ตุลาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

8 ตุลาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

22-23 ตุลาคม  เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม2 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

5 พฤศจิกายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

19-20 พฤศจิกายน เสาร์ ที่ห้างCentral สุราษฎร์ธานี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

26-27 พฤศจิกายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral บางนา ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

10 ธันวาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

17 ธันวาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

ปีหน้า 2017

7  มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

14-15 มกราคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral เชียงใหม่ ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

21 มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

4-5 กุมภาพันธ์ เสาร์-อาทิตย์ ห้างThe Mall บางกะปิ 10.00-19.00น.

9 มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

23 มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

30-31 มกราคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างThe Mall บางกะปิ 10.00-19.00น.

13 กุมภาพันธ์ เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

27 กุมภาพันธ์ เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

5 มีนาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

19-20 มีนาคม เสาร์-อาทิตย์ ที่ ห้าง Central พระราม3 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

2-3  เมษายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม3 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

16 เมษายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

7-8 พฤษภาคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม2 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

21 พฤษภาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

4 มิถุนายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

18-19 มิย. เสาร์-อาทิตย์ ห้างแปซิฟิคพาร์ค ชลบุรี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

25-26 มิถุนายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral Plaza อุดรธานี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

9 กรกฎาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

23 กรกฎาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

6 สิงหาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

27-28 สิงหาคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral Plaza พิษณุโลก ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

10-11 กันยายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างThe Mall โคราช บริเวณ Hall 10.00-18.00น.

24 กันยายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

3 ตุลาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

8 ตุลาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

22-23 ตุลาคม  เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral พระราม2 ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

5 พฤศจิกายน เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

19-20 พฤศจิกายน เสาร์ ที่ห้างCentral สุราษฎร์ธานี ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

26-27 พฤศจิกายน เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral บางนา ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

10 ธันวาคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

17 ธันวาคม เสาร์ ที่โรงแรมอิม์ ท่าเเพ จ.เชียงใหม่ 13.00-1ุ6.30น. บริเวณประตูท่าเเพ

ปีหน้า 2017

9 มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

14-15 มกราคม เสาร์-อาทิตย์ ห้างCentral เชียงใหม่ ลาน ชั้น1 10.00-19.00น.

23 มกราคม เสาร์ ที่โรงแรมบางกอกคริสเตียน สีลม 13.00-15.30น. แผนที่ www.bcgh.org

5-6 กุมภาพันธ์ เสาร์-อาทิตย์ ห้างThe Mall บางกะปิ 10.00-19.00น.

 

หมายเหตุ วันที่อาจเปลี่ยนแปลงได้สามารถสอบถามได้ 0841118907

ทุนเรียนต่อต่างประเทศไม่จำกัดเกรด

ค้นหาศักยภาพนักเรียนและเเนะเเนว

เรียนภาษาเมืองนอก เริ่มต้นไม่กี่หมื่นบาท

เรียน Summer ราคาประหยัด

เรียนมัธยม ป.ตรี โท เอก

หมายเหตุ ทาง StudyPlusร่วมมือกับสมาคม Crossword สพฐ กระทรวงศึกษาธิการ จัดงานเเข่งขัน Crossword ประจำปี 2558 ที่ ห้าง สรรพสินค้าCentralและThe Mall สาขาต่างๆและ ห้างแปซิฟิคพาร์ค ชลบุรี ในงานมีกิจกกรรมแข่งขันต่างๆ  แข่งขั Crossword พร้อมตั๋วเครื่องบินฟรี

สามารถสอบถามได้ 0841118907, 0818751372

Line ID: studyplusbkk, 0841118907

 

หมายเหตุ วันที่อาจเปลี่ยนแปลงได้สามารถสอบถามได้ 0841118907

ทุนเรียนต่อต่างประเทศไม่จำกัดเกรด

ค้นหาศักยภาพนักเรียนและเเนะเเนว

เรียนภาษาเมืองนอก เริ่มต้นไม่กี่หมื่นบาท

เรียน Summer ราคาประหยัด

เรียนมัธยม ป.ตรี โท เอก

หมายเหตุ ทาง StudyPlusร่วมมือกับสมาคม Crossword สพฐ กระทรวงศึกษาธิการ จัดงานเเข่งขัน Crossword ประจำปี 2558 ที่ ห้าง สรรพสินค้าCentralและThe Mall สาขาต่างๆและ ห้างแปซิฟิคพาร์ค ชลบุรี ในงานมีกิจกกรรมแข่งขันต่างๆ  แข่งขั Crossword พร้อมตั๋วเครื่องบินฟรี

สามารถสอบถามได้ 0841118907, 0818751372

Line ID: studyplusbkk, 0841118907

 

ภาพตัวอย่าง

ห้างเซ็นทรัล พระราม 2 / เสาร์ อาทิตย์ 10-11 ตุลาคมนี้  STUDY PLUS งานเรียนต่อต่างประเทศ ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ทุนเรียนต่อไม่จำกัดเกรด แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศ เข้างานฟรี

จัดงานที่ ห้างเซ็นทรัล พระราม 2 ลานชั้น 1 บริเวณ Mc Donald และ Body Shop

10.00-19.00 น.

LINE ID: 0864167060

 

 

 

ภาพงานที่ผ่านมา

Study Plus ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สมาคม ครอสเวิดส์ และ ผู้สนับสนุนต่างๆ จัดงาน เสาร์ 5-อาทิตย์ 6 กันยายนที่ผ่านมา ที่ The Mall โคราช บริเวณ Hall ชั้น3 ในงานมีเเจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ มีการเเข่งขันรางวัลชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน งานเรียนต่อต่างประเทศและทุนเรียนต่อทั่วโลก เกรดน้อยสมัครทุนได้

ไปเรียนเมืองนอก ทุนเรียนเมืองนอก ไม่จำกัดเกรด ง่ายนิดเดียว

12079465_977962395560277_501859175346399788_n

 

ภาพงานที่ผ่านมาที่ The Mall โคราช

photo 4

photo 3

photo

ยินดีกับน้องๆได้รับเงินตั๋วเครื่องบิน ฟรี ไปกลับในงาน

photo 2

ภาพน้องๆร่วมสนุกได้รับเงินรางวัลเงินสด 500 บาท ในงาน

photo 2

photo 4

photo 1

photo 3

ภาพน้องๆร่วมสนุกได้รับเงินรางวัลเงินสด 500 บาท ในงาน

photo 4


photo 2

10430466_962356560454194_6616498246672791138_n11990519_962356197120897_2654315123096051322_n11999057_962356397120877_6398012111882544064_n

Untitled-1

11919146_1034488656586045_4843890521034873279_o11999816_1034487283252849_5981658752265954388_o11223774_1034487953252782_8892640834076042989_o

ภาพกิจกรรมต่างๆที่ผ่านมา

SAM_0751

LINE ID: 0864167060

5-6 กันยายน เสาร์-อาทิตย์ STUDY PLUS ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สมาคม ครอสเวิดส์ มีการเเข่งขันรางวัลชิงถ้วยพระราชทาน งานเรียนต่อต่างประเทศ แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศ เข้างานฟรี

 —- —- —- —- —-

ม.ล.ปริยดา ดิศกุล กล่าวว่า กิจกรรมการแข่งขันดังกล่าว มีนักเรียนและเยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 4,000 คน เข้าร่วมการแข่งขัน จัดต่อเนื่องมา 28 ปีแล้ว ซึ่งเกมครอสเวิร์ด ก็คือการเล่นเกมและเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างสนุกสนาน อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมในครอบครัวได้อย่างดีด้วย จึงต้องการสนับสนุนให้มีการใช้เกมครอสเวิร์ดในการเสริมทักษะการเรียนรู้ในการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะสามารถใช้ได้ในหลากหลายระดับการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษา ที่สำคัญคืออุปกรณ์บอร์ดที่ใช้เล่นเกม มีราคาไม่แพง

“ในฐานะที่มีส่วนร่วมต่อการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตร เห็นว่าเกมครอสเวิร์ด นอกจากจะส่งผลถึงการเรียนรู้คำศัพท์และความสนุกสนานจากการเล่นเกมแล้ว สถานศึกษาทุกระดับสามารถนำไปใช้ในชั่วโมงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ซึ่งปรับจำนวนชั่วโมงเรียนจากเดิม 1 คาบต่อสัปดาห์ เป็น 5 คาบต่อสัปดาห์ ได้เป็นอย่างดี”

สำหรับการแข่งขัน “สตั้ดดี้ พลัส ครอสเวิร์ดเกมเยาวชนนานาชาติ” ของไทยนั้น ในแต่ละปีจะมีการแข่งขันในระดับภาคก่อน เพื่อคัดเลือกตัวแทนภาคต่าง ๆ มาแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2559 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา กรุงเทพฯ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

422238

cw

image-02-11-16-09-38

img_2244

ที่มา

http://www.moe.go.th/websm/2016/nov/483.html

26-27 พย. ที่ผ่านมาทีห้างเซ็นทรัล บางนา ลานชั้น1 และ บางนาHall

มีนักกีฬาทั่วโลกมาร่วมเเข่งขันในงานนี้

StudyPlus ร่วมกับ สมาคมครอสเวิร์ดเกม เอแม็ท คำคม และ ซูโดกุ เเห่งประเทศไทย  จัดงานมหกรรมเกมกีฬาทางวิชาการระดับโลก ครอสเวิร์ดเกมเยาวชนนานาชาติ ครั้งที่ 28ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในงานมีข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก รวมถึงทุน

ค่าเรียนฟรี ป.ตรี ป.โท ในประเทศยุโรป เรียนและทำงานออสเตรเลีย  USA, New Zealand, Canadaประเทศต่างๆ

StudyPlus งานเรียนต่อต่างประเทศ ในงานมีข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก รวมถึงทุน

ค่าเรียนฟรี ป.ตรี ป.โท ในประเทศยุโรป

เรียนและทำงานออสเตรเลีย USA , Canada , New Zealand

ทุนเรียนภาษา ทุนบางส่วน

เวลา 11.00-18.00 น.

ชั้น 1

LINE ID: 0982533062

Tel: : 0982533062

ประการณ์กว่า 10ปี มั่นใจในคุณภาพ brandisebay-state-usa_marketing-material_logoIonast thomascguunl

scuaus imagesgermany20

photo 1

13179331_881960805265837_6854322872269674800_n

Study Plus จัดงานมหกรรมเกมกีฬาทางวิชาการระดับโลก ครอสเวิร์ดเกมเยาวชนนานาชาติ ครั้งที่ 28 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

26-27 พย.นี้ ที่ ห้างเซ็นทรัล บางนา ลานชั้น1 และ บางนาHall

มีนักกีฬาทั่วโลกมาร่วมเเข่งขันในงานนี้

StudyPlus ร่วมกับ สมาคมครอสเวิร์ดเกม เอแม็ท คำคม และ ซูโดกุ เเห่งประเทศไทย  จัดงานมหกรรมเกมกีฬาทางวิชาการระดับโลก ครอสเวิร์ดเกมเยาวชนนานาชาติ ครั้งที่ 28ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในงานมีข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก รวมถึงทุน

image-02-11-16-09-38

งานเรียนต่อต่างประเทศ

 

 เข้างานฟรี

สัมมนาให้ความรู้การสมัครเป็นพลเมืองออสเตรเลีย

เรียนออสเตรเลียไม่ใช้Statementยื่นวีซ่า

และเป็นพลเมืองต่างประเทศ

ทุนเรียนต่างประเทศ ไม่จำกัดเกรด ป.ตรี ป.โท

เรียนและทำงาน Part time หลังเลิกเรียน เริ่มต้น 60,000 กว่าบาท

เรียนป.ตรี โท เมืองนอก

ให้ความรู้การเป็นเป็นพลเมืองต่างประเทศทำได้อย่างไร

 

สำรองที่นั่งได้ฟรีด่วน

Facebook: StudyPlusBangkok / Fan Page : StudyPlusBkk

Line ID: 0864167060

Tel: 0864167060

 

Untitled-1

 

10369126_880471741987738_7416130570354425460_n6

SAM_0693SAM_0720SAM_0729SAM_0751SAM_0871SAM_0722

มารู้จัก IELTS กัน…

ielts

IELTS เป็นอีกปัญหาของหลาย ๆ คนที่อยากมาเรียนต่อ วันนี้มาทำความรู้จักกับมันกันดีกว่า

ทั่วไป

  • ไอเอลแบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมง 45 นาที
  • ไอเอลมีให้เลือกแบบ academic(สำหรับคนที่จะเรียนต่อ ทุกระดับการศึกษา) และ general(ง่ายกว่าส่วน reading และ writing…ใช้สำหรับสมัครงาน และขอวีซ่าบางประเภท)
  • ข้อสอบไอเอลที่สอบในวันเดียวกันทั่วโลกเป็นชุดเดียวกัน (เพราะฉะนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าที่ไทยจะง่ายกว่า)
  • ตัวแทนไอเอลที่ไทยมีแค่ IDP และ BritishCouncil เท่านั้น
  • ไอเอลคะแนนเต็ม 9
  • คะแนนจะออกหลังจากการสอบสองอาทิตย์
  • ตามกฎใหม่แล้ว สามารถสมัครสอบได้เลยไม่ต้องรอสามเดือน

มาทำความรู้จักกับแต่ละ part ของ IELTS กัน

Listening

  • ใช้เวลาฟังประมาณ 20 นาที เขียนลงกระดาษคำตอบอีก 10 นาที
  • พาร์ทนี้แบ่งเป็น 4 พาร์ทย่อย รวม 40 ข้อ
  • จะเริ่มจากง่ายไปหายาก
  • พาร์ทแรกจะเป็นเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน หรือการติดต่อแบบง่าย ๆ (ส่วนใหญ่เป็นจองทัวร์ไปเที่ยว, ย้ายบ้านใหม่, การนัดหมาย…เป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคนขึ้นไป…การตอบส่วนใหญ่จะเป็นชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์ ที่อยู่ หรือศัพท์พื้นฐานไม่ยาก…แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบเติมคำ)
  • พาร์ทที่สอง จะเป็นคนเดียวพูด อาจเกี่ยวกับข่าว,เหตุการณ์ต่าง ๆ,ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ (ส่วนนี้อาจมีทั้งเติมคำและตัวเลือกผสมกัน)
  • พาร์ทที่สาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน ฝึกงาน ฯลฯ (จะเป็นการสนทนาของบุคคลมากกว่าสองคน อาจมากถึงสี่คน) เช่น พูดถึงการทำรายงาน,การหางานหลังเรียนจบ
  • พาร์ทสุดท้าย ยังคงเป็นแนววิชาการ ส่วนใหญ่จะเป็นคนพูดคนเดียวเกี่ยวกับเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ยากนัก (ส่วนใหญ่คำตอบเป็นตัวเลือก)

เคล็บลับในส่วนนี้

  • ดูแลเรื่องตัวใหญ่ เวลาเป็นชื่อคน ชื่อเมืองถ้าเทปสะกดให้ต้องถูกต้องตามนั้น (ถ้าพูดลอย ๆ สะกดผิดยังคงได้คะแนน ถ้าอ่านออกมาเป็นตามเทปพูด)
  • วิธีฝึกคือฟังข่าว,ดูหนัง(ปิดซับ),ฟังเพลง ภาษาอังกฤษ แล้วเขียนตาม
  • ฟังเสียงจากตัวอย่างข้อสอบเก่าบ่อย ๆ ให้ชิน โดยเฉพาะสองพาร์ทหลัง พยายามเก็บรายละเอียดให้ได้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร
  • ระหว่างทำข้อสอบ…จำใจความอะไรได้ เขียนลงกระดาษคำถามไว้เรื่อย ๆ กันเหม่อลอย แล้วจะหลุดยาวไปเลย

Reading

  • แบ่งออกเป็น 3 ส่วน รวมทั้งหมด 40 คำถาม ใช้เวลาประมาณ 60 นาที
  • จะเริ่มจากง่ายไปยากเช่นเดียวกับ listening
  • ทั้งสามเรื่องจะเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่เอามาจากบทความวิชาการ(ง่าย ๆ), หนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร
  • ในสามเรื่อง อาจมีเรื่องที่ใส่กราฟ หรือรูปภาพ ประกอบบทความ ในส่วนที่บทความใช้ศัพท์เฉพาะที่ยากมาก ๆ
  • พาร์ทนี้ต้องทำไปตอบไป เพราะไม่มีเวลาเพิ่มให้เหมือน listening

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • เริ่มจากอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ (วันละหัวข้อก็ยังดี)
  • ดูหนังปิดเสียง อ่านศัพท์เอาแทน (เพื่อเรียนรู้ศัพท์ให้มาก ๆ)
  • อ่านบทความภาษาอังกฤษมาก ๆ (อ่านผ่าน ๆ แล้วจับใจความก็พอ)
  • จดศัพท์ใหม่ ๆ ทุกครั้งที่เจอ (การรู้ศัพท์มาก ๆ จะช่วยได้มาก ในพาร์ทนี้)
  • เวลาทำข้อสอบ อย่าพยายามอ่านให้เข้าใจทุกประโยค
  • ให้เริ่มจากอ่านคำถามก่อน แล้ววงไว้ว่า ต้องหาอะไรให้เจอบ้าง จากนั้นจึงไปหาคำตอบในเนื้อเรื่อง (ไม่งั้นไม่มีทางอ่านทัน)

Writing

  • มีเวลาเขียนสองพาร์ทรวม 60 นาที
  • ส่วนแรก 150 คำ(ต้องบังคับตัวเองให้ใช้เวลาส่วนนี้ 20 นาที) แล้วอีก 40 นาทีที่เหลือ กับ 250 คำของส่วนหลัง
  • ส่วนแรกจะเป็นให้อธิบายกราฟ,ตาราง ฯลฯ ให้เขียนในรูปแบบรายงาน มีการเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่าง เขียนถึงตัวเลขที่มากที่สุด และน้อยที่สุด เวลาเริ่มต้น ให้เขียนว่า เป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร ช่วงระหว่างปีอะไร มีแกน x,y ประกอบด้วยอะไรบ้าง และข้อมูลมาจากหน่วยงานไหน ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียด ส่วนตอนสรุป ก็ให้เขียนว่าจุดเด่นที่แตกต่างของภาพคืออะไร (“อย่า”ใส่ความคิดคาดคะเนไปเองว่ากราฟอาจเป็น บลา บลา บลา ในอนาคต)…หรือ…
  • อาจจะเป็นการอธิบายอธิบายการทำงานของวงจรอะไรซักอย่าง…ถ้าได้แบบนี้ ให้เขียนเรียงเป็น step 1,2,3… โดยขึ้นต้นว่า มันคือการทำงานของอะไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง ก่อนจะเริ่มบอกรายละเอียด
  • สำหรับ task 2 จะเป็นการเขียนรายงานอย่างง่าย 250 คำ เนื้อหาจะเกี่ยวกับหัวข้อทั่ว ๆ ไป เช่น ระบบการศึกษา, สิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะเป็นการให้แสดงความคิดเห็น หรือเปรียบเทียบระหว่างสองข้อมูลที่โจทย์ให้ เช่น ระบบการเรียนที่รร. กับการเรียนทางไกล เป็นต้น
  • ทั้งสองพาร์ทในส่วน writing จะต้องถูกเขียนแบบภาษาวิชาการ มีรูปแบบที่ถูกต้อง

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • ส่วนกราฟ…อย่าพยายามเขียนถึงทุกอย่างในกราฟ…แบ่งออกเป็นสามส่วนง่าย ๆ…Intro ประมาณ 30 คำ เขียนว่าเป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร (ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟ)…เนื้อหา เขียนเปรียบเทียบ และจุดเด่นจุดด้อย (ประมาณ 100 คำ)…สรุป เน้นจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอีกครั้ง (ประมณ 30 คำ)
  • ส่วนที่สอง…เขียนไอเดียคร่าว ๆ ไว้ก่อนว่าจะเขียนอะไรบ้าง (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) ถ้าต้องเปรียบเทียบเรื่องอะไร 2 เรื่อง พยายามให้ความสำคัญทั้งสองส่วนพอ ๆ กัน บอกทั้งข้อดีและข้อเสียของทั้งสองอย่าง…intro ประมาณ 50 คำ เขียนกว้าง ๆ ว่าหัวข้อที่ได้สำคัญยังไง…เช่นตามหัวข้อตย. ก็เขียนว่าปัจจุบัน ระบบการเรียนทางไกลเริ่มใช้แพร่หลายในหลาย ๆ ประเทศ บลา ๆ ๆ ๆ…ในส่วนเนื้อหา (ประมาณ 150 คำ) อาจแบ่งเป็นสองย่อหน้าอีกครั้ง…อาจเขียนได้เป็น ข้อดีของทั้งสองระบบ…กับข้อเสียของทั้งสองระบบ หรือ เขียนถึงระบบแรกหนึ่งย่อหน้า…ระบบที่สองในอีกย่อหน้า (แ้ล้วแต่ความถนัด)…ส่วนสรุป บอกตามความคิดเห็นของเราไปเลย ว่าคิดว่าระบบไหนดีกว่า เพราะอะไร…หรือไม่มีอะไรดีกว่ากัน เพราะอะไร (ต้องให้เหตุผลด้วยเสมอ)
  • ฝึกเขียนทุกวัน (หรือบ่อยเท่าที่ทำได้) ส่วนกราฟ อาจท่องจำรูปแบบคร่าว ๆ ไปได้เลย
  • ส่วนพาร์ทสอง ฝึกเขียนในหัวข้อต่าง ๆ กัน เพราะปัญหาของหลาย ๆ คน คือไม่รู้จะเขียนอะไรดี (เวลาฝึกอ่าน ลองเอาหัวข้อเหล่านั้นมาเขียนใความคิดตัวเองดูก็ได้)
  • ต้องหาคนตรวจให้ (อันนี้สำคัญ…ยากที่จะทำเองได้) เมื่อมีคนแก้ให้ เอามาเขียนใหม่อีกครั้ง(อย่าขี้เกียจ) เพื่อให้สมองจำในแบบที่ถูกต้อง
  • ถ้าไม่มั่นใจ อย่าพยายามใช้ศัพท์เฉพาะ (เพราะถ้ามันไปอยู่ผิดที่ ผิดวิธีใช้จะทำให้คะแนนลดลง)
  • อย่าเขียนประโยคเดียวสั้น ๆ ทั้งเรื่อง ให้เขียนประโยคยาว ๆ โดยใช้ตัวเชื่อมต่าง ๆ ให้เป็น

Speaking

  • ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แบ่งออกเป็นสามส่วน
  • ส่วนแรก เป็นการสนทนาทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับครอบครัว การเรียน การทำงาน ฯลฯ (ประมาณ 5 นาที)
  • ส่วนที่สอง จะมีหัวข้อมาให้…ให้เวลาเตรียมตัว 1 นาที และให้พูดตามหัวข้อนั้นประมาณ 2 นาที (ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดเกินจะถูกหักคะแนน…คนสัมภาษณ์จะบอกเองว่า พอก่อน) อย่าพยายามพูดน้อยกว่า 1 นาทีครึ่ง (อันนี้อาจถูกหักคะแนนได้)
  • ส่วนสุดท้าย เป็นการพูดรายละเอียด เกี่ยวกับหัวข้อที่เราเพิ่งพูดจบไป เพื่อให้เราได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น ๆ
  • คะแนนในส่วนนี้มาจาก Fluency, Grammatical, Pronunciation,Lexical resource

เคล็ดลับในส่วนนี้

  • พยายามพูดกับตัวเอง หรือคนรอบข้างเป็นภาษาอังกฤษ (จะทำให้ระบบสมองคล่องขึ้น ไม่ต้องเสียเวลานึก)
  • ลองพูดตาม topic ต่าง ๆ (หาตัวอย่างได้ตามเว็บไอเอลทั่วไป)แล้วเอาเรื่องของเราไปประยุกต์ดู
  • เวลาสอบให้ทำตัวตามสบาย อย่าเกร็ง พูดให้เป็นธรรมชาติ (คิดซะว่าเม้าท์กับเพื่อนฝรั่ง ไม่ได้ไปสอบ)
  • อย่าเกร็งเรื่องแกรมม่ามาก คะแนนสำคัญมาจากการสื่อสารที่รู้เรื่อง เข้าใจมากกว่า
  • ถ้าฟังคำถามไม่เข้าใจ ให้ถามคนสัมภาษณ์เลย อย่าพยายามตอบทั้งที่ไม่รู้ว่าเค้าถามอะไร
  • ถ้าฟังไม่ทันที่เขาพูด ขอให้เขาช่วยพูดช้าลงไปเลย อย่ากลัวว่าจะถูกหักคะแนน (ดีกว่าฟังไม่ทันตอบไม่ได้ไปเลย)

โดยรวม

  • ตั้งใจอ่านคำสั่งให้ดีทุกพาร์ท
  • เปิดดูให้หมดว่าพาร์ทไหนมีข้อสอบกี่ข้อ ต้องตอบกี่คำถามในส่วนนั้น ๆ
  • ไปให้ก่อนเวลา จะได้ไม่เหนื่อย ไม่ตื่นเต้น
  • แบ่งเวลาในแต่ละส่วนให้ดี (โดยเฉพาะ reading and writing) อย่าเสียเวลากับใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ข้อไหนตอบไม่ได้ วงไว้ แล้วข้ามไปก่อนเลย
  • พยายามเขียนให้จบท้งสองเรื่อง (มีส่วนต่อคะแนนอย่างมาก)
  • ที่เหลือ…สู้ตาย

**เดี๋ยวนี้ writing และ speaking มี 0.5 แล้วค่ะ

IELTS ได้รับความนิยมสูงสุด หนึ่งปีมีผู้สอบหนึ่งล้านคน

เยอรมันทำคะแนนสูงเป็นอันดับหนึ่ง ไทยติดอันดับ 18 ของโลก

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีผู้สมัครสอบ IELTS (The International English Language Testing System) มากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วโลก คิดเป็น 2 คนต่อหนึ่งนาที IELTS จึงนับเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพื่อการศึกษาต่อและสมัครงานในเวลานี้

จากผลสำรวจ พบว่า ผู้สอบจากประเทศเยอรมนีได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดถึง 7.16/9 จากการทดสอบทักษะทั้งสี่ด้าน (การฟัง การอ่านการเขียน และการพูด) รองลงมา คือ ผู้สอบจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รัสเซีย และฮ่องกง ขณะที่ผู้สอบชาวไทยได้คะแนนติดอันดับที่ 18 ของโลก ด้วยคะแนนเฉลี่ย 5.5-6/9 และทำได้ดีด้านการฟังและอ่าน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สอบเพศหญิงทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5.94/9 สูงกว่าผู้สอบเพศชายซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.74/9

สถานที่สอบ TOEIC ในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีศูนย์สอบ TOEIC อยู่สองแห่งคือ

1. Center for Professional Assessment (Thailand)

BB Building, 19th Floor, Suite 1907
54 Asoke Rd., Sukhumvit 21, Bangkok 10110 Tel. 0-2260-7061 begin_of_the_skype_highlighting 0-2260-7061 end_of_the_skype_highlighting, 0-2664-3131 begin_of_the_skype_highlighting 0-2664-3131 end_of_the_skype_highlighting
Fax. 0-2664-3122
Email: [email protected]

2. Center for Professional Assessment (Thailand)

(Northern Region)
Nawarat Building, 3rd Floor.
4/6 Kaew Nawarat Rd., Soi 3
Amphur Muang, Chiangmai 50000
Tel. (053) 248-208 begin_of_the_skype_highlighting (053) 248-208 end_of_the_skype_highlighting, 306-600
Email: [email protected]
Website: http://www.cpathailand.co.th

ศฯย์สอบ IELTS
British Council สยามแสควร์

คำแนะนำการเดินทางโดยเครื่องบินจากไทยสู่ต่างประเทศ

0009

สำหรับการเดินทางทางอากาศ ก็จะแบ่งเป็นชั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  1. การจองตั๋วและการจัดเตรียมสิ่งของ
  2. การเช็คอิน
  3. การกรอกเอกสารและตรวจหนังสือเดินทางขาออก
  4. การตรวจสิ่งของที่ด่านรักษาความปลอดภัยขาออก
  5. การเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง
  6. ข้อควรปฎิบัติเมื่ออยู่บนเครื่อง และการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน
  7. การกรอกเอกสารและตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า
  8. การรับกระเป๋าเดินทางจากสายพาน
  9. การตรวจสิ่งของที่ด่านรักษาความปลอดภัยขาเข้า

ในแต่ละขั้นตอน มีรายละเอียดดังนี้

1. การจองตั๋วและการจัดเตรียมสิ่งของ

อันที่จริงแล้วการจองตั๋วเนี่ยก็ไม่มีอะไรให้ผมเขียนถึงเท่าไหร่หรอก เพราะส่วนใหญ่จะต้องไปคุยกับเอเจ้นขายตั๋วโน่น แต่ว่าที่ผมต้องเขียนถึงในที่นี่ก็เพราะว่า สายการบินแต่ละสายมีความเขี้ยว เอ๊ย เข้มงวดในเรื่องของน้ำหนักสิ่งของที่จะขนได้ไม่เท่ากัน ตั๋วแต่ละชนิดก็อนุญาตให้ขนน้ำหนักได้ต่างๆ กันไป ดังนั้น จึงต้องพูดถึงเล็กน้อย และให้ตรวจสอบให้มั่นใจว่าตกลงได้น้ำหนักเท่าไหร่
โดยทั่วไปแล้ว สำหรับเส้นทางไทย-ออสเตรเลีย ในราคาปกติ (หรือโปรโมชั่นปกติ) ตั๋วธรรมดาจะได้น้ำหนัก 20 กิโล และตั๋วนักเรียน ได้เพิ่มเป็น 30 กิโล แต่ถ้าเป็นสายการบินโลวคอส จะเข้มงวดเรื่องน้ำหนักมาก ให้ 20 ก็ 20 เกินมาก็โดนปรับ ดังนั้นต้องระวังมากเป็นพิเศษครับ

มีข้อควรระวังอีกอย่างนึงในการจัดกระเป๋าก็คือ ตามกฎการบินระหว่างประเทศแล้วกระเป๋าแต่ละใบจะต้องน้ำหนักไม่เกิน 32 กิโล ถ้าเกินนั้นมักจะถูกให้เอาของออกไม่ให้เกินนี้เพราะถ้าพนักงานขนกระเป๋าร้องเรียนสายการบินจะถูกปรับน่ะครับ และพนักงานที่ให้โหลดก็ซวยไปตามระเบียบ และเท่าที่ผมเห็นคือ คนที่จะได้น้ำหนักเกินนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแนวแบ่งเป็นสองกระเป๋า กระเป๋าละสิบกว่าโล ยี่สิบโล รวมๆ แล้วสามสิบกว่า แต่ว่าแต่ละใบไม่เกิน 32 ถ้าไปแต่เนิ่นๆ ก็มักจะรอดตัวไปได้ครับ (แต่ไม่รับประกันนะครับ)

ส่วนกระเป๋าขึ้นเครื่องนั้น ไม่ว่าจะสายการบินไหน คลาสอะไร โดยทั่วไปแล้วเค้าก็ให้แค่ 7 กิโล + กระเป๋าโน้ตบุคหรือกระเป๋าเอกสารอีก 1 ใบ (แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้เข้มงวดเวอร์อะไรขนาดนั้น ขอให้ไม่ดูแล้วหนักเกินไป หรือใหญ่เกินไป เค้าก็ไม่ค่อยมายุ่งกับเราครับ)

ก่อนเดินทางไปสนามบิน ให้มั่นใจว่ามีเอกสารเหล่านี้ติดตัว

  • พาสปอร์ต
  • วีซ่า (กรณีที่เป็นจดหมายจากอิมฯเฉยๆ ก็ปริ้นจดหมายนั้นมาด้วย)
  • ตั๋วเครื่องบิน
  • ชื่อและเบอร์ติดต่อของคนที่จะมารับปลายทาง

2. การเช็คอิน

ขั้นตอนการเช็คอินก็ไม่ยากเย็น ไปถึงสนามบินก็มองหาเคาน์เตอร์สายการบินที่คุณจองตั๋ว แล้วเดินไปเข้าแถวให้ตรงกับ Class ของที่นั่งที่คุณจองตั๋ว ซึ่งมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ ท่านๆ ส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้น Economy แหละเนอะ สามารถดูแผนที่จุดเช็คอินของสนามบินสุวรรณภูมิได้ที่ หน้า 4 ของเอกสารในลิงก์นี้ครับ http://www2.airportthai.co.th/airportnew/sun/pdf/suvarnahumi_airport.pdf ในขณะที่เข้าแถวก็ให้เตรียมตั๋วกับพาสปอร์ตให้เรียบร้อย เพื่อความสะดวกก็เอาตั๋วเครื่องบินแนบไว้ในหน้าพาสปอร์ตที่มีวีซ่าของเราไปเลย เวลาเค้าเปิดหาจะได้เปิดง่ายๆ แต่ถ้าเป็นวีซ่าแบบ e-visa ซึ่งไม่มีสติกเกอร์แปะในวีซ่า ก็เอาจดหมายแนบให้เค้าดูด้วย

ผมว่าวีซ่าแบบไม่มีสติกเกอร์นี่บางทีก็น่าเบื่อ เพราะทุกอย่างอยู่ในคอมหมดจะทำอะไรทีก็ต้องเช็คในคอมเสียเวลามาก ถ้าคอมมันลิงก์ได้จากทุกจุดก็ดีหรอก แต่บางที่ต้องแยกไปเช็คที่อื่นต่างหาก อย่างตอนที่ผมไปเที่ยวนิวซีแลนด์กับเพื่อนที่เป็นนักเรียน เค้าผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตทีไรหรือแม้แต่ตอนเช็คอินที่เคาน์เตอร์ ก็ต้องเสียเวลารอให้เค้าไปตรวจสอบพาสปอร์ตก่อน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนผมไม่มีจดหมายแนบไปด้วยก็เลยลำบากหน่อย ดังนั้นจดหมายที่ได้จากสถานทูตก็สำคัญนะครับ เวลาเดินทางให้มีติดตัวไว้เสมอ

เราจะต้องยกกระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องขึ้นใส่สายพานให้เจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง ดังนั้นถ้ากระเป๋าใหญ่มากแล้วตัวเล็กยกไม่ไหวก็ให้หาคนไปช่วยยกหรือไม่ก็แบ่งเป็นกระเป๋าเล็กสองกระเป๋าแทน ส่วนกระเป๋าโหลดไม่ต้องใส่ลงไป เว้นแต่เจ้าหน้าที่บอกให้ชั่งดู ก็ต้องชั่งตามนั้น

สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะถามเมื่อเช็คอินก็คือ เรามีสิ่งของไหนที่เป็นวัตถุอันตราย วัตถุระเบิด วัสดุติดไฟ และของผิดกฎหมายอื่นๆ หรือไม่ และโดยเฉพาะกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องนั้นจะมีข้อบังคับที่เข้มงวดกว่ากระเป๋าที่โหลดเสียอีก นั่นคือ สิ่งของที่ว่ามาทั้งหมดในข้างต้นห้ามนำขึ้นเครื่อง รวมทั้ง ของมีคม เครื่องมือพวกไขขวงต่างๆ ด้วย และที่สำคัญคือของเหลว

ระเบียบการถือของเหลวขึ้นเครื่อง

  • ของเหลว(รวมทั้งเจลต่างๆ ) แต่ละชิ้นจะต้องบรรจุในภาชนะขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร ต่อให้มีปริมาณเหลือน้อย แต่ถ้าปริมาตรบรรจุของภาชนะเกิน 100 มิลลิลิตรก็เอาขึ้นไม่ได้
  • ของเหลวทั้งหมดรวมกันไม่เกิน 1000 มิลลิลิตร
  • ของเหลวทั้งหมดต้องรวมกันใส่ถุงพลาสติกใส (ก่อนหน้านี้ตอนโปรโมทใหม่ๆ เค้ามีแจกให้ที่สนามบิน ไม่รู้ตอนนี้ยังแจกอยู่รึเปล่า)

ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ จะต้องโดนยึดทิ้งเมื่อตรวจสิ่งของที่ด่านรักษาความปลอดภัยขาออก ดังนั้น เพื่อตัดปัญหานี้ ผมแนะนำให้เอาของเหลวทั้งหมดใส่ไปในกระเป๋าโหลดให้หมดเลย

การเลือกที่นั่ง

บางสายการบินเราสามารถเลือกที่นั่งไว้ล่วงหน้าได้ (อันที่จริงทุกวันนี้ก็ทำได้เกือบทุกสายแหละ เดี๋ยวนี้เค้าปั๊ดตะนาแว้วว อิอิ) มีคำแนะนำในการเลือกที่นั่งดังนี้

  • ถ้าเป็นคนฉี่บ่อย ให้เลือกนั่งติดทางเดิน อย่านั่งติดหน้าต่างเพราะจะได้ไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ บ่อยๆ เป็นที่รำคาญแก่คนที่นั่งข้างๆ
  • ถ้าเป็นคนไม่ฉี่บ่อย และอยากจะเห็นทิวทัศน์ข้างนอก ก็ให้เลือกนั่งติดหน้าต่าง
  • ถ้าเดินทางตอนเย็นแล้วอยากจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าที่ออสเตรเลีย ให้เลือกนั่งติดหน้าต่างด้านซ้าย
  • ถ้าเดินทางตอนเช้าแล้วอยากเห็นพระอาทิตย์ตกดินระหว่างทาง ให้เลือกนั่งติดหน้าต่างด้านขวา
  • ตามความคิดของผมถ้าอยากให้ได้บรรยากาศการนั่งเครื่องบิน ก็จะต้องนั่งมองจากหน้าต่างออกไปแล้วมองเห็นปีก ดังนั้น ก็ต้องขอที่นั่งที่ค่อนไปทางหางๆ

ถ้าอยากจะเอาลึกซึ้งกว่านี้ มีเว็บที่เค้าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกที่นั่งของแต่ละสายการบิน หากรู้ว่าเดินทางสายการบินอะไร และเครื่องบินรุ่นไหน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้เลยครับ http://www.seatguru.com

Boarding Pass

หลังจากเช็คอินแล้ว เราจะได้รับ Boarding Pass ซึ่งจะระบุข้อมูลสำคัญที่แต่ละสายการบินอาจจะมีตำแหน่งการจัดวางข้อมูลไม่เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องดูให้เข้าใจครับ (ให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนเดินออกจากเคาน์เตอร์ เพราะมาแก้ทีหลังลำบาก)

  • เที่ยวบิน / Flight Number
  • สกุล/ชื่อ ของผู้เดินทาง
  • คลาสที่เดินทาง
  • วันที่เดินทาง / Departure Date
  • เวลาเดินทาง / Departure Time
  • สนามบินต้นทาง
  • กำหนดเวลาปลายทาง / Arival Time
  • สนามบินปลายทาง
  • ประตู / GATE
  • ที่นั่ง / Seat
  • เวลาขึ้นเครื่อง / Boarding Time (คือเวลาที่เราจะต้องไปถึงหน้าประตูเพื่อขึ้นเครื่อง ซึ่งเป็นคนละเวลากับเวลาเครื่องออก กรุณาอย่าสับสน เพราะถ้าสับสนตกเครื่องแน่นอน)

3. การกรอกเอกสารและตรวจหนังสือเดินทางขาออก

เมื่อเช็คอินเรียบร้อยและได้รับ Boarding Pass แล้ว เราจะเหลือสิ่งของแค่กระเป๋าที่เราจะนำติดตัวขึ้นเครื่องเท่านั้น ดังนั้นก็เดินกันสบายตัว สิ่งที่จะต้องทำเป็นขั้นตอนต่อไปคือการตรวจหนังสือเดินทางขาออก ที่สนามบินสุวรรณภูมิมีจุดตรวจหนังสือเดินทางอยู่สองจุดใกล้ๆ กัน ใช้บริการที่ไหนก็ได้ สามารถดูแผนที่จุดตรวจพาสปอร์ตของสนามบินสุวรรณภูมิได้ที่ หน้า 4 ของเอกสารในลิงก์นี้ครับ แผนผังสนามบินสุวรรณภูมิ 

ก่อนจะเข้าไปที่เคาน์เตอร์ตรวจพาสปอร์ต ให้หยิบเอกสารใบขาออกมากรอกให้เรียบร้อย ผมไม่มีตัวอย่างการกรอกเอกสารให้ แต่น่าจะกรอกได้ไม่ยากนักเพราะมีภาษาไทยกำกับ ถ้าไม่เข้าใจก็ถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ครับ

เมื่อไปถึงเคาน์เตอร์ ให้เรายื่นพาสปอร์ต บอร์ดดิ้งพาส และใบขาออกให้เค้า ถ้าในพาสปอร์ตมีวีซ่า ให้เอาเอกสารเสียบไว้หน้าที่มีวีซ่าเลยก็ได้ เจ้าหน้าที่จะได้เปิดหาได้ง่ายขึ้น เค้าก็จะไม่อะไรกับเรามากมาย เค้าแค่เช็ควีซ่าของเราว่ามีวีซ่าเรียบร้อยดีมั้ย หรือมีอะไรที่ทำให้เราไม่สามารถเดินทางได้รึเปล่า ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เค้าก็จะคืนพาสปอร์ตมาให้เรา

4. การตรวจสิ่งของที่ด่านรักษาความปลอดภัยขาออก

หลังจากตรวจหนังสือเดินทางขาออกเรียบร้อย เราก็จะต้องผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิ มี Security Checkpoints หลายจุด ดังนั้นก็ให้ไปใช้บริการในจุดที่เป็นทางผ่านไปเกทที่เราจะเดินทางครับ
สามารถดูแผนที่ด่านรักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิได้ที่ หน้า 4 ของเอกสารในลิงก์นี้ครับ แผนผังสนามบินสุวรรณภูมิ

ในการตรวจสิ่งของนี้ เราจะต้องเอากระเป๋าทั้งหมดใส่ลงไปบนสายพานเพื่อผ่านเครื่องเอ็กซเรย์ ของอื่นๆ เช่น นาฬิกา เข็มขัดที่มีหัวเป็นโลหะ มือถือ กระเป๋าสตางค์ เหรียญ ง่ายๆ คือทุกสิ่งที่เป็นโลหะ ให้เอาใส่ถาดที่เค้าเตรียมไว้ แล้วก็ใส่เข้าไปในสายพานพร้อมๆ กับกระเป๋าของเรา

หลังจากนั้นตัวเราเองก็เดินผ่านประตูตรวจโลหะ ถ้าไม่มีอะไรร้องก็เรียบร้อย เดินกลับไปรับกระเป๋าคืนได้ ถ้ามันร้อง เจ้าหน้าที่ก็จะให้ถอยกลับไปเดินมาใหม่ ถ้ามีโลหะก็ให้ถอดออก หรือถ้าอยู่ในตำแหน่งถอดไม่ได้ เช่น กกน. ป้ายเหล็ก พวกนี้ก็เปิดให้เค้าดู เค้าอาจจะเอาเครื่องตรวจโลหะมาทาบๆ

5. การเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง

เมื่อผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยมาแล้ว ก็ถึงเวลาต้องไปรอหน้าเกทเตรียมตัวขึ้นเครื่อง หากไม่เคยเดินทางมาก่อน ให้เดินไปดูที่เกทให้เรียบร้อยว่าเกทอยู่ตรงไหนแน่ ถ้ามีเวลาเหลือเยอะ อาจจะออกไปเดินเล่นก่อนก็ได้ แต่จำทางไปให้ดีและดูหน้าจอเรื่อยๆ เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกท แต่ถ้ามีเวลาเหลือน้อย คือประมาณไม่เกิน 45 นาทีก่อนเครื่องออก ไม่ควรจะหนีไปไหน เพราะอันที่จริงเค้ามักจะเรียกขึ้นเครื่องก่อนเครื่องออกตั้งแต่ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนเครื่องออกแล้วด้วยซ้ำ เพราะเดินทางไกลคนยอะ เค้าต้องให้เวลาคนขึ้นไปเตรียมตัวบนเครื่อง

โดยทั่วไป การเรียกเข้าเกทมักจะมีหลายประตูเพราะเครื่องใหญ่ เจ้าหน้าที่จะบอก หรือมีป้ายบอก ว่าชั้นที่นั่งของเราต้องออำประตูไหนของงวงที่เชื่อมกับเครื่อง จริงๆ ก็ไม่มีอะไรยากในขั้นตอนนี้ ขึ้นไปบนเครื่องแล้วก็หาที่นั่งให้เจอและเข้าที่นั่งให้เรียบร้อย

6. ข้อควรปฎิบัติเมื่ออยู่บนเครื่อง และการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน

เมื่อถึงที่นั่งของเราแล้ว สิ่งที่ควรจะทำคือ จัดกระเป๋าสัมภาระสิ่งของที่เราถือขึ้นเครื่องไปเก็บไว้ในที่ๆ เหมาะสม ได้แก่ บนช่องเก็บของเหนือศีรษะ หรือที่ช่องวางเท้าใต้เบาะข้างหน้าของเรา (เว้นแต่พอเครื่องจะขึ้นไม่มีคนนั่งข้าง อาจจะเอาไปใส่ช่องวางเท้าใต้เบาะของที่นั่งข้างๆ ก็ได้ เราจะได้นั่งสบายหน่อย)

เก็บกระเป๋าเสร็จ รัดเข็มขัดให้กระชับเรียบร้อย ตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดว่าปิดเรียบร้อยแล้วหรือยัง รวมทั้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิคอื่นๆ เช่น เครื่องเล่น MP3 / DVD / CD รวมทั้ง Notebook ด้วย (แต่คิดว่าคงไม่มีใครทะลึ่งเปิด Notebook ตั้งแต่ขึ้นเครื่องไปถึงที่นั่งใหม่ๆ )

สำหรับกล้องดิจิตอลนั้น เป็นเรื่องที่เถียงกันแทบเป็นแทบตายในแวดวงการบิน เป็นสิ่งที่คนสนับสนุนแต่ละข้างก็เถียงหัวชนฝา ฝ่ายนึงบอกว่าใช้ไม่ได้เพราะจะเป็นการรบกวนการบิน แต่อีกฝ่ายนึงบอกว่าใช้ได้เพราะไม่ได้มีการส่งสัญญาณอะไร อีกอย่างนึงก็ไม่เคยปรากฎว่าเคยมีเหตุการณ์เครื่องบินตกเพราะการรบกวนของกล้องถ่ายรูปสักที รวมทั้งเวลามีการเปิดตัวเครื่องบินทีไรก็มีการถ่ายถอด และมีกล้องนับร้อยๆ ตัวของคนที่ขึ้นเครื่องบินระดมถ่ายรูปและคลิปวีดิโอพร้อมๆ กัน ไม่เห็นจะมีเครื่องตกเลย และนักบินหลายๆ คนก็ถ่ายรูปมาให้ดูจากห้องนักบินด้วยซ้ำ ผมเองอยู่ฝายหลังครับ ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักบิน ทุกคนก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีแฟลชเวลาถ่ายรูปก็แล้วกัน เพราะคนอาจจะตกอกตกใจนึกว่าเครื่องบินไฟช็อต

ทั้งนี้ แอร์บางคนก็โหดครับ ดังนั้นถ้าอยากจะถ่ายรูปตอนเครื่องขึ้นลงจริงๆ ก็ให้เก็บกล้องไว้ก่อน รอไว้จนกัปตันประกาศให้แอร์ไปนั่งประจำที่ แล้วเราค่อยรีบหยิบกล้องออกมา ปกติ ผมจะห้อยคอไว้เฉยๆ ก่อนแล้วค่อยถ่ายตอนแอร์ไปนั่งที่

สิ่งที่ต้องระวังมากๆ ในการถ่ายรูปตอนเครื่องขึ้นลงก็คือ เครื่องบินจะสั่นมากๆ ถ้าเอากล้องไปใกล้หน้าต่างเกินไป เลนส์อาจจะโขกกับหน้าต่างได้ แต่ถ้าห่างเกินไปก็จะติดขอบหน้าต่างหรือไม่ก็กลายเป็นถ่ายตัวหน้าต่างแทน แทนที่จะถ่ายข้างนอก อิอิ

ก่อนเครื่องจะขึ้น แอร์จะบอกให้เราตั้งเบาะให้ตรง (ปกติมันตรงไว้อยู่แล้ว ก็อย่าเพิ่งทะลึ่งไปปรับเอนลง) เก็บที่วางถาดอาหารให้เข้าที่ และหน้าต่างต้องเปิดม่านขึ้นจนสุด ทั้งนี้เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย

นอกจากนั้นก่อนเครื่องเทคออฟ เค้าจะมี Safety Demo ซึ่งจะอธิบายเกี่ยวกับระบบทั่วไปของเครื่องบิน และการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น ขอให้ให้ความสนใจกับคำแนะนำนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

เมื่อนั่งที่นั่ง ให้ดูว่าตำแหน่งที่เรานั่งไปจนถึงตำแหน่งทางออกฉุกเฉินนั้นห่างกันแค่ไหน มีที่นั่งกั้นไว้กี่ที่ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วไฟดับ เราอาจจะต้องใช้วิธีนับเบาะเพื่อให้ไปถึงประตูฉุกเฉินได้ง่ายที่สุด

ตามสถิติแล้วช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในการเดินทางทางเครื่องบินก็คือช่วงที่เครื่องขึ้นหรือลง อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ดังนั้นจึงต้องให้ความสนใจกับความเป็นไปให้มาก และพร้อมจะปฏิบัติการหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

เมื่อเครื่องอยู่ในสถานะที่สั่นมาก กัปตันจะเปิดไฟรัดเข็มขัด หมายความว่าให้รัดเข็มขัดและนั่งอยู่กับที่อย่าหนีไปไหน จนกว่าไฟจะดับ มีอยู่ครั้งนึงเครื่องดันเข้าเขตหลุมอากาศตอนผมกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ จะขมิบแล้วหนีกลับมานั่งที่กลางคันมันก็ใช่ที่ เลยต้องนั่งเกาะที่จับอยู่ในห้องน้ำนั่นล่ะ โอ๊ย กว่าจะผ่านหลุมอากาศครบทุกหลุม ไม่อยากจะเซด!!!

คงไม่มีอะไรต้องพูดเพิ่มเติมมากนักสำหรับการอยู่บนเครื่อง เดี๋ยวพอขึ้นไปแล้วก็จะรู้เองล่ะครับ จะมีหน่อยนึงก็คือ ก่อนเครื่องจะถึงปลายทาง เค้าจะแจกแบบฟอร์มให้สองฟอร์ม ฟอร์มนึงสำหรับกรอกเรื่องการเดินทางเข้าประเทศ และอีกฟอร์มนึงเกี่ยวกับสุขภาพและการดีแคลร์สิ่งของ ผมไม่มีตัวอย่างให้ ถ้าฟอร์มที่สายการบินแจกไม่มีภาษาไทย เมื่อไปถึงสนามบินสามารถขอใหม่ที่เป็นภาษาไทยได้

สำหรับตอนเครื่องลงก็เหมือนกันกับตอนขึ้น คือต้องปรับที่นั่งให้เรียบร้อย พับถาดใส่อาหารให้เข้าที่ เปิดหน้าต่าง รวมทั้งเก็บข้าวของไว้ในที่ๆ เหมาะสมเหนือหัวหรือที่วางเท้าใต้ที่นั่งข้างหน้าเรา (หรือข้างๆ อิอิ) และที่สำคัญที่สุดคือเข็มขัดนิรภัยจะต้องรัดให้เรียบ

7. การกรอกเอกสารและตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า

ผมคิดว่าสนามบินในออสเตรเลียน่าจะเหมือนๆ กันทุกที่ในเรื่องของการเข้าเมือง นั่นคือ พอมาถึงปุ๊บ ก็จะผ่านร้านขายของหาเงินเข้าประเทศก่อน เอ๊ย ไม่ใช่ อิอิ ผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตก่อน แต่ว่าก่อนจะถึงด่าน ก็จะมีพื้นที่ให้เราสามารถนั่งกรอกเอกสารขาเข้าและดีแคลร์อะไรต่างๆ

เราไปเข้าแถวตรงที่เขียนว่า Other Passport Holders เตรียมเอกสารคล้ายๆ กับตอนขาออก ยื่นพาสปอร์ตให้เค้า หากไม่มีปัญหาอะไรก็จะผ่านมาถึงขั้นตอนรับกระเป๋าคืน เราก็เดินไปรับกระเป๋า

8. การรับกระเป๋าเดินทางจากสายพาน

การรับกระเป๋าคืนก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปยืนเฝ้าที่สายพานให้ตรงกับที่จอระบุว่าเป็นเที่ยวบินของเรา รอจนกระเป๋าเราวนมาถึงแล้วก็ค่อยหยิบไป อย่าทะลึ่งไปหยิบของชาวบ้านเค้าล่ะ เดี๋ยวงานเข้าไม่รู้ด้วยนะ

9. การตรวจสิ่งของที่ด่านรักษาความปลอดภัยขาเข้า

ได้กระเป๋ามาแล้วก็ผ่านด่านรักษาความปลอดภัยขาเข้า ซึ่งก็คล้ายๆ ขาออก แต่คราวนี้เค้าจะไม่สนใจเรื่องของเหลวแล้ว แต่จะสนใจเรื่องของที่เรานำเข้าประเทศว่ามีของต้องห้ามบ้างรึเปล่า โดยทั่วไป จะมีช่องสำหรับคนที่ระบุว่ามีของ Declare กับช่องทั่วไป ก็เลือกเข้าให้ถูกช่อง แต่ถ้าไม่มีให้เลือกเข้า ก็เข้าๆ ไปเหอะ จะมีเจ้าหน้าที่มายืนดักปากทาง ดูใบที่เรากรอก แล้วจะบอกว่าเราต้องไปไหน พอถึงที่ตรวจสิ่งของ เค้าจะดูใบของเราว่ามีของอะไรต้องห้ามหรือไม่ ถ้าบอกว่ามีอาหารจะถามว่ามันคืออะไร อาจจะขอให้เราเปิดให้ดู ซึ่งเสียเวลา ดังนั้นผมแนะนำว่าของกินไม่ต้องเอามาเพื่อให้ทุกอย่างมันราบรื่น

หากไม่มีอะไรผิดสำแดง เราก็จะผ่านด่านตรวจสิ่งของ และต้องเดินผ่านร้านขายของหาเงินเข้าประเทศอีกแล้ว อิอิ ระยะทางประมาณสามร้อยกิโลกว่าจะถึงทางออกได้

ถึงทางออก ก็เป็นอันว่ามาถึงออสเตรเลียโดยสมบูรณ์ มองหาคนมารับได้แล้วจ้า ใครนัดเจอกันหน้าประตูก็เจอกันหน้าประตู ใครนัดเจอกันที่อื่นก็ไปหาที่นัดเจอกันตามอัธยาศัยเลย

ATAS มีความสำคัญอย่างไรกับการขอวีซ่านักเรียนประเทศสหราชอาณาจักร

Kaplan University

Academic Technology Approval Scheme (ATAS) ได้ถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติวีซ่านักเรียนตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2007 ที่ผ่านมา เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลกลางของทุกประเทศ รวมถึงรัฐบาลกลางของประเทศอังกฤษต่างตระหนักถึง ความร้ายแรงจากภัยคุกคามของขบวนการก่อการร้าย และอาวุธทำลายล้างสูง จึงได้ประกาศใช้ ATAS เพื่อรับรองว่านักเรียน นักศึกษาที่สมัครเรียนในสายวิชาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า certain sensitive subjects นี้จะไม่ข้องเกี่ยว หรือมีส่วนร่วมกับขบวนการก่อการร้ายดังกล่าว โดยกำหนดให้กลุ่มนักศึกษาที่เลือกเรียนระดับปริญญาโทในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี จะต้องได้ใบรับรอง ATAS ก่อนการยื่นคำร้องขอวีซ่านักเรียน หรือการขอต่อวีซ่าด้วย

ATAS ได้มาอย่างไร?

สามารถสมัคร ATAS Certificate เมื่อได้รับการตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยการศึกษาต่อเนื่อง โดยน้องๆ จะได้รับ JACS Code จากทางสถาบันการศึกษาเพื่อสำหรับการลงทะเบียนออนไลน์

JACS Code (Joint Academic Coding Systems Code)

ประกอบด้วยตัวเลข 2 3 หรือ 4 หลัก สำหรับ ATAS scheme ต้องการเพียงตัวอักษรแรก และตัวเลขแรก เพื่อทำการลงทะเบียนออนไลน์ ตัวอย่างเช่น ต้องการเรียน PhD in Mathematics Modelling ซึ่ง JACS code คือ G150 พบว่า G1 อยู่ในสายวิชา Mathematics and Computer Sciences จึงจำเป็นต้องมี ATAS Certificate

รายละเอียดในการสมัคร ATAS ออนไลน์

  1. ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้
  2. รายละเอียดหนังสือเดินทาง
  3. ชื่อ และสัญชาติของคู่สมรส (ถ้ามี)
  4. ประวัติการศึกษาครั้งล่าสุด
  5. ประวัติการทำงานครั้งล่าสุด และปัจจุบัน
  6. งานเขียนที่ได้รับการตีพิมพ์ (ถ้ามี)
  7. ใบสมัคร ATAS ฉบับล่าสุด (ถ้ามี)
  8. หลักสูตรที่สมัครเรียนในประเทศอังกฤษ พร้อม JACS Code และหัวข้อและเนื้อหางานวิจัย
  9. รายละเอียดของบุคคลอ้างอิง อย่างน้อย 2 ท่าน
  10. รายละเอียดของผู้ออกค่าใช้จ่าย

**หมายเหตุ** ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารตัวจริงให้กับทาง DFO เพราะรายละเีอียดต่างๆ จะได้รับการตรวจสอบจากทาง ECO เมื่อนักเรียนยื่นใบคำร้องขอวีซ่าเรียบร้อยแล้ว

ระยะเวลา

การกรอกใบสมัคร ATAS ออนไลน์ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หากจำเป็นต้องกรอกใบสมัคร ATAS หลายชุดในระบบออนไลน์ จะมีการทำสำเนาและเก็บข้อมูลเพื่อประหยัดเวลาและสะดวกในการกรอกใบสมัครหลายๆ ชุด

สำหรับ DFO จะใช้เวลาในการพิจารณาออกใบ ATAS ประมาณ 10 วันทำการหลังจากส่งใบคำร้องขอใบ ATAS

ในกรณีที่ได้รับการตอบรับจากหลายมหาวิทยาลัย และอยู่ในสายวิชาเฉพาะที่กำหนดให้มี ATAS น้องๆ จะต้องทำการสมัคร ATAS สำหรับแต่ละหลักสูตร แต่ละมหาวิทยาัลัยที่สมัคร เพราะใบ ATAS แต่ละใีบจะมีรายละเอียดเฉพาะของหลักสูตรที่แตกต่างกันไป เพราะหาก ATAS ไม่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ได้รับตอบรับ อาจทำให้คำร้องขอวีซ่าถูกปฏิเสธได้

ค่าใช้จ่ายในการสมัคร : ไม่มีค่าใช้จ่าย

สมัครได้ที่ : http://www.atas.fco.gov.uk/

สายวิชาเฉพาะที่ต้องแสดง ATAS Certificate

  • Allied to Medicine-JACS Code ขึ้นต้นด้วย B (B1,B2,B9)
  • Biological Sciences-JACS Code ขึ้นต้นด้วย C (C1,C2,C4,C5,C7,C9)
  • Veterinary Sciences,Agriculture and related subjects-JACS Code ขึ้นต้นด้วย D(D3,D9)
  • Physical Sciences-JACS Code ขึ้นต้นด้วย F (F1,F2,F3,F5,F8,F9)
  • Mathematical and Computer Science-JACS Code ขึ้นต้นด้วย G (G1,G2,G4,G7,G9)
  • Engineering-JACS Code ขึ้นต้นด้วย H (H1,H9)
  • Technologies-JACS Code ขึ้นต้นด้วย J (J2,J4,J5,J7,J9)
  • Subjects included Taught Master as well as Doctorate and Mastes degree (Mphil)-JACS Code ขึ้นต้นด้วย F,H,J (F2,F3,H3,H4,J5)

การขอ PR Permanent Residents ใบเบิกทางสู่พลเมืองออสเตรเลีย / MIGRATION AGENTS REGISTRATION NUMBER 9903651

ออสเตรเลียไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศที่ชาวไทยรวมถึงชาวต่างชาติได้เข้าไปท่องเที่ยว หรือศึกษาต่อเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่อนุญาติให้ชาวต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัยเป็นการถาวร ในฐานะ “ผู้พำนักถาวร (Permanent Residents)” ด้วยการถือวีซ่าประเภท “Permanent Residency Visa (PR Visa)” ซึ่งผู้มีวีซ่าประเภทนี้สามารถสมัครเป็นพลเมืองของออสเตรเลียได้อีกด้วย

australian-significant-investor-program

เงื่อนไขของ PR Visa

ชาวต่างชาติที่ถือ PR Visa ได้รับสิทธิในการเป็น “ผู้พำนักถาวรในออสเตรเลีย” แต่ยังไม่ถือว่าเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย วีซ่าชนิดนี้จะมีอายุ 5 ปีในการออกให้ครั้งแรก ระหว่างที่วีซ่ายังไม่หมดอายุ ผู้ถือวีซ่านี้สามารถเดินทางเข้า ออกหรืออาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้อย่างอิสระ เมื่อวีซ่าหมดอายุลง ผู้ถือวีซ่านี้ก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด หากไม่ได้ทำผิดกฏระเบียบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย

แต่หากผู้ถือวีซ่านี้ต้องาการเดินทางเข้า ออกออสเตรเลีย ในฐานะผู้พำนักถาวรในออสเตรเลียต่อไป จะต้องยื่นคำร้องขอมีวีซ่า “Resident Return Visa (RRV)” อย่างไรก็ตาม หากพบว่า ผู้ถือ PR Visa ได้ออกไปพำนักอยู่นอกประเทศออสเตรเลียเป็นระยะเวลานานเกินไปในระหว่างที่ถือวีซ่านี้อยู่ก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิการถือวีซ่านี้ได้เช่นกัน แต่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสามารถยื่นคำร้องต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย เพื่อขอสิทธิการถือวีซ่านี้คืนมา

ประโยชน์ในการถือ PR Visa

  • มีสิทธิสมัครเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย โดยผู้ถือ PR Visa ต้องอยู่ในออสเตรเลียไม่ต่ำกว่า 2 ปี จาก 5 ปีแรก ที่ได้วีซ่านี้ในฐานะผู้พำนักถาวรในออสเตรเลีย และจะต้องอยู่ในออสเตรเลียไม่ต่ำกว่า 12 เดือนก่อนยื่นเรื่องขอเป็นพลเมืองของออสเตรเลีย
  • สิทธิในการอาศัยทำงาน ศึกษาอยู่ในออสเตรเลีย โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฏหมายของออสเตรเลียที่มีต่อชาวต่างชาติ
  • ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนในประเทศตามที่กฏหมายออสเตรเลียมีให้กับพลเมืองของตน ยกเว้นค่าเล่าเรียนบางโครงการ ที่กำหนดไว้ให้ชาวออสเตรเลียนโดยเฉพาะ
  • มีสิทธิประกอบอาชีพในหลาย ๆ ได้ระหว่างอยู่ในออสเตรเลียได้
  • ลูกที่เกิดในออสเตรเลีย จะได้รับสัญชาติออสเตรเลียโดยกำเนิด
  • แม้ผู้พำนักถาวรไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศของออสเตรเลีย แต่ในบางรัฐในออสเตรเลียให้สิทธิแก่ผู้พำนักถาวร ซึ่งมาจากประเทศในเครือจักรภพ สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระดับรัฐได้

ให้ PR Visa อย่างไร?

ทางรัฐบาลออสเตรเลียได้กำหนดหลักเกณฑ์ 2 อย่าง ในการให้สิทธิการถือ PR Visa แก่ชาวต่างชาติ ได้แก่

Migration Program เป็นหลักเกณฑ์ที่พิจารณาการให้ PR Visa แก่ชาวต่างชาติที่มีทักษะความชำนาญสูงในสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น อาชีพแพทย์ พยาบาล รวามถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทางออสเตรเลียกำลังขาดแคลนผู้ที่มีความรู้ความสามารถในระดับสูงทางอาชีพเหล่านี้อยู่ โดยในช่วงปี ค.ศ.2004-2005 ออสเตรเลียได้ให้ PR Visa แต่ชาวต่างชาติตามหลักเกณฑ์นี้ ประมาณ 120,000 คน

Humanitarian Program เป็นหลักเกณฑ์ที่พิจารณาการให้ PR Visa แก่ชาวต่างชาติ โดยยึดหลักมนุษยธรรม ส่วนใหญ่เป็นการพิจารณาให้วีซ่านี้แก่ผู้อพยพเข้าออสเตรเลีย โดยในปี ค.ศ. 2004-2005 ออสเตรเลียให้ PR Visa ผ่านทางหลักเกณฑ์นี้ราว 13,000 คน
โดยทั่วไปแล้ว ชาวต่างชาติที่ต้องการได้ PR Visa ของออสเตรเลีย มักยื่นคำร้องเพื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ Migration Program ในฐานะผู้ที่มีความเชียวชาญในสาขาอาชีพต่าง ๆ ในส่วนของประเทศไทยก็เช่นกัน มีแพทย์และพยาบาลเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ได้ PR Visa เข้าไปทำงานอยู่ในออสเตรเลีย ในฐานะผู้พำนักถาวร

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะได้รับ PR Visa ตามหลักเกณฑ์ของ Migration Program จำเป็นจะต้องมีวีซ่าอีกชนิดหนึ่งคือ “Skilled Independence Visa” ซึ่งทางรัฐบาลออสเตรเลียให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการไปทำงานอยู่ในออสเตรเลีย โดยผู้นั้นจะต้องมีความรู้ความชำนาญในอาชีพของตนอยู่ในระดับสูง เข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Skilled Independence Visa

วีซ่าชนิดนี้เป็นเสมือนใบเบิกทางในการขอ PR Visa และสมัครเป็นพลเมืองชาวออสเตรเลียนในลำดับถัดไป โดยสามารถดำเนินการขอวีซ่านี้ในประเทศไทย ผ่านทางสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ถ.สาทรใต้ หรือดำเนินการระหว่างเรียนอยู่ในออสเตรเลียก็ได้

โดยปกติแล้ว ผู้ที่อยู่ระหว่างเรียนต่อในออสเตรเลีย มักยื่นเรื่องขอ Skilled Independence Visa โดยจะต้องมีผลคะแนนในการทดสอบ Skilled Independence ซึ่งกฏหมายใหม่ของออสเตรเลีย ได้กำหนดให้นักเรียนต่างชาติในออสเตรเลียที่ต้องการยื่นขอวีซ่านี้ ต้องมีคะแนนของ Skilled Independence ไม่ต่ำกว่า 120 คะแนน ส่วนผลทดสอบของผู้จบการศึกษาแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 115 คะแนน ขั้นตอนของการทดสอบดังกล่าวนี้อาจใช้เวลา 3-4 เดือน สำหรับสายอาชีพเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออาจมากกว่านั้นในสายอาชีพอื่น ๆ

หลักฐานในการยื่นขอ Skilled Independence Visa

หลักฐานสำคัญที่ต้องแนบไปกับใบสมัครขอ Skilled Independence Visa มีดังนี้

  • พาสปอร์ต
  • วุฒิการศึกษาตามสายอาชีพ
  • สูติบัตร
  • ทะเบียนบ้าน
  • รูปถ่าย 4 รูป
  • ใบแสดงผลการศึกษา
  • ทะเบียนสมรส (กรณีสมรสแล้ว)
  • ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลที่ประเทศออสเตรเลียให้การรับรอง
  • ใบเสร็จค่าธรรมเนียมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกิจการทางวัฒธรรมของออสเตรเลีย (DIMA)
  • ใบผลคะแนนในการทดสอบ Skilled Independence Visa

หลักการประเมินคะแนนในการขอเป็น PR Australia

หลักการประเมิน ประเภทของอาชีพ คะแนน

1.ทักษะพื้นฐานทางอาชีพ ** อาชีพพิเศษ 60
<Check from SOL> อาชีพ (พวกมืออาชีพ) 50
อาชีพทั่วไป 40

2.อายุ 18 – 29 30
30 – 34 25
35 – 39 20
40 – 44 15

3.ผลภาษาอังกฤษ IELTS 5 15
IELTS 6 20

4.ประสบการณ์ทำงาน Skill = 60 (3ใน4ปี) 10
Skill = 40 – 50 (3ใน4ปี) 5

5.อาชีพในความต้องการของ Australia มี Job offer 15 (New)
ไม่มี Job offer 10 (New)

6.จบการศึกษาที่ Australia Under Ph D 5
Master D 10 (New)
Ph D 15 (New)

7.ทักษะของคู่สมรส Add >5

8.Bonus point $100,000 5
2 ภาษา (ไทย – อังกฤษ) 5
ทำงานใน Australia 5
ศึกษาในประเทศในเขตที่ประชากร 5 (New)
เบาบางอย่างต่ำ 2 ปี
มีญาติพี่น้องเป็น PR หรือ Citizen 15
Australia หรือ Eligible New Zealand citizen

เอกสารและขั้นตอนการสมัครเรียน USA/Australia/New Zealand/Canada/UK

0

study-usa

USA

เอกสารต่างที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน ต้องจัดเตรียมเอกสารสมัครเรียนดังนี้

สมัครเรียนภาษาอังกฤษ

  • ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน
  • จดหมายรับรองทางการเงินจากธนาคาร (Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ
  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)

สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาบัตรอื่น ๆ

  • ค่าสมัครตามที่สถาบันกำหนด ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายชื่อสถาบัน
  • จดหมายรับรองการเงินจากธนาคาร(Bank Statement) หน่วยเงินแปลงจากเงินบาทเป็น ดอลล่าสหรัฐ
  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)
  • ใบผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง บางสถาบันอาจต้องการให้ปิดผนึกมาจากทางมหาวิทยาลัย
  • จดหมาย Letter of Recommendation 3 ฉบับ
  • สำเนาผลสอบภาษาอังกฤษ Toefl (ให้ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงโดยตรงไปที่มหาวิทยาลัย)
  • สำเนาผลสอบ GMAT (ในกรณีที่สมัคร MBA) หรือสำเนาผลสอบ GRE(กรณีที่สมัครเรียน Communication, Engineering และ Science) สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษา โดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report ทางศูนย์สอบส่งผลตัวจริงไปที่มหาวิทยาลัยโดยตรง
  • จดหมายรับรองการทำงาน และ Resume
  • จดหมายแสดงเจตน์จำนงที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชานั้น ๆ (Statement of Purpose) ประมาณ 300-500 คำ

เอกสารเหล่านี้ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้วจึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่ เรียกว่า I-20 Form มาให้ เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการ ขอวีซ่านักเรียน สถานศึกษาหลายแห่งอาจะแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย

[alert type=success]Note: เอกสารในการสมัครเรียนทั้งหมดจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวจริงเท่านั้น[/alert]

ขั้นตอน

  1. กรอกใบสมัคร (Application Form) และใบจองที่พักของทางสถาบัน พร้อมแนบเอกสารการสมัคร และชำระค่าสมัคร (30-100 เหรียญ ไม่สามารถเรียกคืน )
  2. รอ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบันประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้ให้เตรียมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยื่นขอ VISA ต่อไป
  3. เมื่อได้รับ I-20 และจดหมายตอบรับจากทางสถาบัน แล้ว ซึ่งจะชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเล่าเรียน , ค่าประกันสุขภาพ , ค่าจัดหาที่พัก , ค่าที่พัก , ค่าจัดรถไปรับที่สนามบิน , ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ( ถ้ามี )
  4. ชำระค่าใช้จ่ายโดยตรง ซื้อแบงค์ดร๊าฟสั่งจ่ายในนามของสถาบันตามที่ระบุในจดหมายตอบรับเข้าเรียน หรือโอนเข้าบัญชีสถาบัน
  5. นัดวันสัมภาษณ์ขอ VISA โดย ซื้อหมายเลข PIN ผ่านระบบอินเตอร์เนต หรือ ผ่านระบบโทรศัพท์ ไปยื่นสัมภาษณ์ขอวีซ่าที่สถานทูตอเมริกา ตามวันเวลาที่กำหนด เปิดทำการจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.00-9.00 น. ควรไปก่อนเวลาสัมภาณ์ 1 ชม.
  6. เมื่อวีซ่านักเรียนอนุมัติแล้ว ขอให้แจ้งกำหนดวันเวลาการเดินทาง เพื่อซื้อและยันยันตั๋วเครื่องบิน และ ยืนยันที่พัก กับทางโรงเรียน เพื่อจัดคนไปรับที่สนามบินปลายทาง

 

Australia/New Zealand/Canada/UK

สมัครเรียนภาษาอังกฤษ

  • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)

สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาบัตรอื่น ๆ

    • สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าที่มีรูป และหน้าที่มีการขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล (ถ้ามี)
    • Transcript

 

Study Plus ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สมาคม ครอสเวิดส์ จัดงาน เสาร์ 5-อาทิตย์ 6 กันยายนนี้ ที่ The Mall โคราช บริเวณ Hall ชั้น3 ในงานมีเเจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ มีการเเข่งขันชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน งานเรียนต่อต่างประเทศและทุนเรียนต่อทั่วโลก

0

Study Plus ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สมาคม ครอสเวิดส์ จัดงาน เสาร์ 5-อาทิตย์ 6 กันยายนนี้ ที่ The Mall โคราช บริเวณ Hall ชั้น3 ในงานมีเเจกตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ มีการเเข่งขันรางวัลชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน งานเรียนต่อต่างประเทศและทุนเรียนต่อทั่วโลก

ไปเรียนเมืองนอก ทุนเรียนเมืองนอก ไม่จำกัดเกรด ง่ายนิดเดียว

 

 

LINE ID: 0864167060

11919146_1034488656586045_4843890521034873279_ophoto 411999844_1034486999919544_1487449008931463735_ophoto 2photo 3

10430466_962356560454194_6616498246672791138_n 11999057_962356397120877_6398012111882544064_n 11990519_962356197120897_2654315123096051322_n

Untitled-1

SAM_0751

อบรมก่อนการเดินทางไปประเทศสิงคโปร์

0

อบรมก่อนการเดินทางประเทศสิงคโปร์

StudyPlus ออกรายการ OTOP ขายดี SME ขายรวย ตอนที่ 2

0

รายการOTOPขายดีSMEขายรวยออกอากาศจันทร์-เ­สาร์ช่องสยามธุรกิจแชลแนล / รายการOTOPขายดีSMEขายรวย ดำเนินรายการแบบ 2 ภาษาเป็นรายการวาไีรตี้ทอล์ึึคโชว์เพื่อส่­งเสริมทั้งการประชาสัมพันธ์และการขายให้กั­บ SMEทุกขนาดOTOPทุกชนิดและธุรกิจทุกประเภท โดยออกอากาศระบบ 2 ภาษาผ่านพิธีกร 2 คน คือ เก่งไกรวิทย์ ( พิธีกรภาคภาษาไทย ) และ กิ๊กซี่ ชนิดาภา ( พิธีกรภาคภาษาอังกฤษ ) ด้วยแนวคิดอยากให้ธุรกิจทุกประเภทที่มาออก­รายการมี ” อาวุธ ” ในการแนะนำสินค้าและบริการที่มีความสะดวกใ­นการให้ข้อมูลลูกค้า ขยายกลุ่มลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง และ อนุญาตให้ใช้ คลิปส์รายการที่ออกอากาศย้อนหลังเพื่อประช­าสัมพันธ์ธุรกิจได้อย่างเต็มที่