หน้าแรก บล็อก หน้า 12

ทุนระดับปริญญาตรีของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนระดับปริญญาตรีของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ (Korea Scholarship)

ดาวน์โหลด (7)

 SAM_0751

ทุนระดับปริญญาตรีของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ (Korea Scholarship)ที่มอบให้สำหรับนักเรียนต่างชาติได้ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศเกาหลีใต้รวมทั้งมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศให้แน่นแคว้นยิ่งขึ้น

 

ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัคร

เดือนกันยายน ถึง ตุลาคมของทุกปี

 

คุณสมบัติของผู้สมัครเพื่อรับทุน

1 ผู้ขอรับทุนรวมทั้งผู้ปกครองต้องเป็นประชาชนของประเทศที่ขอรับทุน

2 จำกัดอายุของผู้รับทุนไม่เกิน 25 ปี

3 ผู้ขอรับทุนต้องมีสุขภาพแข็งแรงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

4 ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วหรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

5 ได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

6 ไม่เคยได้รับทุนสำหรับเรียนในระดับปริญญาตรีของรัฐบาลเกาหลีใต้มาก่อน

7 ไม่เคยลงทะเบียนเรียนในระดับปริญญาตรีที่สาธารณรัฐเกาหลีใต้มาก่อน

8 ปราศจากข้อจำกัดในการเดินทางไปต่างประเทศ

9 ต้องเป็นผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีได้เป็นอย่างดี

วิธีการสมัครรับทุน

ส่งใบสมัครและเอกสารที่จำเป็นไปยังสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ส ป. กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 วงเล็บมุมซองว่า ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ ตามช่วงเวลาที่กำหนด

ข้อกำหนดเมื่อได้รับทุนแล้ว

1 ผู้ได้รับทุนต้องเดินทางไปถึงสาธารณรัฐเกาหลีใต้ภายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ตามที่กำหนด หากผู้รับทุนไม่สามารถเดินทางไปถึงสาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควรจะถูกยกเลิกทุนที่ได้รับ

2 การศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะใช้ภาษาเกาหลีดังนั้นผู้รับทุนควรเรียนภาษาเกาหลีเบื้องต้นก่อนที่จะเดินทาง

3 ทางมหาวิทยาลัยจะจัดที่พักซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาในมหาวิทยาลัยให้แก่ผู้ได้รับทุนและจะหักค่าหอพักจากค่าใช้จ่ายที่ได้รับโดยมหาวิทยาลัย

4 หากผู้ได้รับทุนปฏิบัติผิดกฎที่ระบุไว้จะถูกยกเลิกทุน กฎดังกล่าว เช่น หากพบว่าเอกสารที่สมัครไม่เป็นความจริง เมื่อผู้สมัครได้รับโทษจากมหาวิทยาลัยที่ศึกษา หรือเมื่อผู้สมัครสอบ TOPIK ในระดับ 1ไม่ผ่านเมื่อผ่านการเรียนภาษาไปแล้วหนึ่งปี เป็นต้น ส่วนรายละเอียดเรื่องอื่นๆโปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสาร

จำนวนเงินที่ได้รับ

ทุนจะประกอบด้วยค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไปกลับชั้นประหยัด ค่าเทอมและค่าสอบทั้งหมด ค่าใช้จ่ายรายเดือนจำนวน 800,000 วอน ค่าตั้งถิ่นฐาน200,000 วอน ค่าชดเชย 100,000 วอน รวมทั้งค่าประกันสุขภาพและอื่นๆ โดยรับผู้สมัครที่อายุไม่เกิน 25 ปี

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ ส ป. กระทรวงศึกษาธิการ ถนน ราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ10300 โทร 0-2628-5646-8 ต่อ115, 117

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนคูเวตระดับปริญญาตรี

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนคูเวตระดับปริญญาตรี

images (5)

ทุนคูเวตมอบให้โดยกระทรวงอุดมศึกษาคูเวต เป็นทุนระดับปริญญาตรีในสาขา อิสลามศึกษา ศึกษาศาสตร์ สังคมศาสตร์เพื่อให้มาศึกษาที่มหาวิทยาลัยในคูเวต

คุณสมบัตรของผู้สมัคร

1 มีสัญชาติไทยและไม่ได้พำนักอยู่ในคูเวตระหว่างสมัครรับทุน

2 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ซานาวี) แล้วไม่เกิน 2 ปี

3 มีผลการเรียนดี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 หรือเกรดเฉลี่ย 3.00สำหรับสายศิลปะ และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 หรือเกรดเฉลี่ย2.75 สำหรับสายวิทย์

4 ไม่เคยได้รับทุนการศึกษาและเรียนในสถาบันการศึกษาของคูเวตมาก่อน

หลักฐานการสมัคร

1 ใบสมัครขอรับทุนให้ระบุคณะที่ต้องการเพียง 1 คณะ (ภาษาไทย อาหรับ)

2 สำเนาหนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 2 ปี

3 ประกาศนียบัตรและใบแสดงผลการเรียนพร้อมคำแปลภาษาอาหรับ

4 สำเนาสูติบัตรพร้อมคำแปลภาษาอาหรับ

5 สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมคำแปลภาษาอาหรับ

6 ใบรับรองแพทย์ รับรองปลอดจากโรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิดพร้อมคำแปลภาษาอาหรับ

7 ใบรับรองความประพฤติพร้อมคำแปลภาษาอาหรับ

8 รูปถ่ายขนาด 4 x 6 ซม. จำนวน 10 รูป

วิธีสมัคร

ส่งใบสมัครไปยังสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

ช่วงเวลารับสมัคร

เดือนกุมภาพันธ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 02 628 5646-8 ต่อ 115, 117

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนอินเดีย

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนอินเดีย

ดาวน์โหลด (9)

ทุนรัฐบาลอินเดีย ระดับปริญญาตรี โท เอก

ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัคร เดือนมกราคมของทุกปี

สภาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอินเดีย (Indian Coouncil for Cultural Relations of Government of India: ICCR) ได้จัดสรรทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทย เพื่อไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอกและครอบคลุมการทำวิจัยสำหรับปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย สำหรับผู้สมัครรับทุนระดับปริญญาเอกจะต้องจัดทำข้อเสนอวิจัยด้วย

รายละเอียดทุนการศึกษาภายใต้การสนับสนุนของICCR แบ่งออกเป็น ประเภทดังต่อไปนี้

1 General Cultural Scholarship Scheme (GCSS) จำนวน 10 ทุนซึ่งมีหลายสาขาวิชา

2 Indo – Thailand Cultural Exchange Programme (CEP) จำนวน 4 ทุน หลายสาขาวิชา

3 Scholarships for Courses in Traditional Systems of Medicine (AYUSH) จำนวน 15 ทุน ให้แก่นักศึกษาในประเทศสมาชิก BIMSTEC สาขาวิชาเกี่ยวกับแพทยศาสตร์ของอินเดีย เช่น Ayurveda, Unani, Siddha และ Homeopathy

4 Mekong – Ganga Cooperation Scholarship Scheme (MGC) จำนวน 10 ทุนสาขาวิชาเกี่ยวกับวัฒนธรรม

5 IOR – ARC Scholarship จำนวน 2 ทุน

วิธีการสมัคร

ส่งใบสมัครไปได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ซอย สุขุมวิท 23 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02 258 0300 ต่อ 139 หรือ E- mail:[email protected]

ทุนที่จะได้รับ

รัฐบาลอินเดียจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาทั้งหมดยกเว้นค่าตั๋วเครื่องบินไป กลับที่ผู้รับทุนต้องรับผิดชอบเอง

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประประเทศไทย ซอยสุขุมวิท 23กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 02 258 0300 ต่อ 139 หรือE- mail: [email protected]  หรือเว็บไซต์ http://www.iccrindia.net/

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลอินโดนีเซียระดับปริญญาโท

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลอินโดนีเซียระดับปริญญาโท

ดาวน์โหลด (10)

โครงการ Developing Countries Partnership Scholarship โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโท เพื่อไปศึกษาในสาขามนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์การเกษตร สังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเวลา 3 ปี (ศึกษาภาษาอินโดนีเซีย และโครงการเตรียมความพร้อม 1 ปี และหลักสูตรปริญญาโท2ปี)

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1 ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี และจบการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี

2 มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี

3 มีผลคะแนน TOEFL 450 คะแนนหรือเทียบเท่า

4 มีสุขภาพกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

หลักฐานประกอบการสมัคร

ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่http://www.knb.dikti.go.id/ โดยกรอกใบสมัครพร้อมติดรูปถ่ายขนาด 4 x 6 พร้อมเอกสารประกอบการสมัครอันได้แก่

1 สำเนาปริญญาบัตรและหนังสือแสดงผลการศึกษา (ฉบับภาษาอังกฤษ)

2 หนังสือรับรองผลการสอบ TOEFL

3 หนังสือหรือใบรับรองแพทย์

วิธีสมัคร

ส่งหลักฐานการสมัครไปที่ สถานทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย เลขที่ 600 – 602 ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 02 252 3135 – 40 โทรสาร 02 259 4871, 02 255 1267

ทุนที่จะได้รับ

ทุนที่ทางรัฐบาลอินโดนีเซียมอบให้ประกอบด้วย

1 ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเดือนละ Rp 1,650,000(ประมาณ 6,000 บาท) ตลอดระยะเวลา 3 ปี

2 ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย เดือนละ Rp 400,000(ประมาณ 1,500 บาท)

3 ค่าหนังสือระหว่างศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาโท 2 ปี เดือนละ Rp 350,000 (ประมาณ 1,000 บาท)

4 ค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศ (ไป กลับ)

5 การประกันสุขภาพ

ช่วงเวลาที่เปิดรับสมัคร

เดือนมีนาคม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เลขที่ 600 – 602ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 02 252 3135 – 40 โทรสาร 02 259 4871, 02 255 1267 อีเมล์ [email protected] เว็บไซต์www.deplu.go.id/bangkok หรือสอบถามที่สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์ 02 628 5646 ต่อ114

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลโอมานระดับปริญญาตรี

ทุนรัฐบาลโอมานระดับปริญญาตรี

images (3)

โครงการ Oman Cultural and Scientific Cooperation programme เป็นโครงการที่รัฐบาลโอมานจัดตั้งขึ้นเพื่อมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาไทยโดยผู้ได้รับทุนสามารถเลือกสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆได้แก่ Sultan Qaboos University, Applied Science Colleges, Technical Colleges, College of Banking and Financial Studies และ Institute of Sharia (Islamic Laws)

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

2 มีสัญชาติไทย

3 มีความรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอารบิกในระดับดี

หลักฐานประกอบการสมัคร

ผู้สมัครต้องส่งใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครให้ครบจำนวน 2 ชุดเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอารบิกโดยในแต่ละชุดมีเอกสารดังต่อไปนี้

1 ใบสมัครกรอกข้อมูลทั้งภาษาอังกฤษและอารบิก

2 ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ที่ได้รับการรับรองถูกต้องจากสถานศึกษา

3 กรณีเป็นโรงเรียนเอกชนให้แนบใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนโดยกระทรวงศึกษาธิการมาด้วย

4 สำเนาสูติบัตร

5 ใบรับรองความประพฤติ ที่ได้รับการรับรองถูกต้องจากสถานศึกษา

6 สำนำเนาหนังสือเดินทาง

7 รูปถ่ายสีขนาดพาสปอร์ตจำนวน 4 รูป เขียนชื่อจริงและนามสกุลพร้อมระบุสัญชาติเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้านหลัง

วิธีการสมัคร

ดาวโหลดใบสมัครได้ที่ http://www.bic.moe.go.th/และส่งพร้อมเอกสารประกอบไปยัง สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 628 5646ต่อ 117

ทุนที่จะได้รับ

1 เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 200 ริยาลโอมานหรือประมาณ 518ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายค่าที่พัก ค่าอาหาร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

2 ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป กลับปีละ 1 ครั้ง และค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ (ยกเว้นอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์)

ช่วงเวลารับสมัคร

เดือนสิงหาคม

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

http://www.heac.gov.om/ หรือสอบถามรายละเอียดอื่นๆได้ที่ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 02 628 5646 ต่อ117

ทุนรัฐบาลบรูไนปริญญาตรี โท เอก

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลบรูไนปริญญาตรี โท เอก

images (4)

เป็นทุนระดับปริญญา ตรี โท เอกที่มอบให้บุคลากรของประเทศไทยและประเทศอื่นๆที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน และ OIC (Organization of Islamic Conference)โดยรัฐบาลประเทศบรูไนดารุสซาลามให้ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในประเทศบรูไนดารุสซาลามจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ University of Brunei Darussalam (UBD), University Islam Sultan Sharif Ali (UNISSA) และ Institute of Technology Brunei (ITB) คุณสมบัติของผู้สมัครต้องมีดังต่อไปนี้

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1 เป็นประชาชนในประเทศ ASEAN, OIC (Organization of Islamic Conference)

2 มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี สำหรับหลักสูตรปริญญาตรีเมื่อวันเริ่มการศึกษา

3 มีอายุไม่เกิน 35 ปี สำหรับหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก เมื่อวันเริ่มการศึกษา

4 และมีคุณสมบัติอื่นๆตามแต่ทางมหาวิทยาลัยจะกำหนด

วิธีสมัคร

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดวิธีสมัครขอรับทุนเหล่านี้ได้ที่www.mofat.gov.bn/scholarship หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ไฟล์แนบท้ายประกาศ และส่งใบสมัครเอกสารทั้งหมดไปยัง Technical Assistance Division, Ministry of Foreign Affairs and Trade, Bandar Seri Begawan BD 2710 Brunei Darussalam Tel: 00-6732261177 ext. 387/386/380/383 Fax. 00-673-2230903โดยตรง

ทุนที่จะได้รับ

ผู้มีคุณสมบัติจะได้รับทุนการศึกษาของรัฐบาลบรูไนดารุสซาลาม ภายใต้ Brunei Darussalam Government Scholarship to Foreign Students ประกอบด้วย

1 ค่าเดินทางไป กลับระหว่างประเทศ

2 ค่าเบี้ยเลี้ยงรายเดือน 500 ดอลลาร์บรูไน

3 ค่าหนังสือรายปี 600 ดอลลาร์บรูไน

4 ค่าอาหารรายเดือน 150 ดอลลาร์บรูไน

5 ค่าขนส่งสัมภาระ 250 ดอลลาร์บรูไน

6 ค่ารักษาพยาบาล และค่าทันตกรรม

ช่วงเวลาเปิดรับสมัคร

เดือนมกราคม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

www.mofat.gov.bn/scholaarship หรือติดต่อสอบถามไปได้ที่ Technical Assistance Division, Ministry of Foreign Affairs and Trade, Bandar Seri Begawan BD 2710 Brunei Darussalam Tel: 00-6732261177 ext. 387/386/380/383 Fax. 00-673-2230903

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดาวน์โหลด (11)

ทุน MIST ระดับปริญญาโท

ทุน Masdar Institute of Science and Technology (MIST) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งดำเนินการโดย MIST สถาบันดังกล่าวเป็นสถาบันชั้นนำระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งอยู่ในกรุงอาบูดาบี สถาบันดังกล่าวได้จัดสรรทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยที่มีผลการเรียนดี เพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับภาคฤดูร้อน

อันที่จริง MIST มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับMassachusetts Institute of Technology (MIT)และกับทบวงพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ(International Renewable Agency – IRENA)ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศด้านพลังงานทดแทน

นอกจากนี้ในปัจจุบัน  MIST ได้ร่วมมือกับ RENA ซึ่งเปิดโอกาสให้กับนักศึกษา MIST ที่มีผลการเรียนดีสามารถฝึกงานที่ RENA ระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ได้ด้วย

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1 ผู้สมัครต้องจบปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์

2 ผู้สมัครต้องมีผลการเรียน GPA มากกว่า 3.0 ในระดับปริญญาตรี

3 คะแนน GRE เท่ากับหรือมากกว่า 155 TOEFL เท่ากับหรือมากกว่า 91 (IBT) หรือ IELTS เท่ากับหรือมากกว่า6.5

4 ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย

วิธีสมัคร

สำหรับท่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรและการสมัครได้ที่ www.masdar.ac.ae หรือส่งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไปยังอีเมล์ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ที่ [email protected]

ทุนที่ได้รับ

ทุนที่ MIST มอบให้จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดหลักสูตร รวมถึงบัตรโดยสารเครื่องบินและเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือน

ช่วงเวลารับสมัคร

เดือนเมษายน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป. กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ 02 628 5646-8 ต่อ 115, 117

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลอังกฤษปริญญาตรี โท เอก

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ทุนรัฐบาลอังกฤษปริญญาตรี โท เอก

images (6)

เป็นทุนที่จัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษโดยจะมอบผ่านทางสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ทุนนี้มีชื่อว่า British Chevening โดยมีหน่วยงานศูนย์การศึกษาประเทศอังกฤษ หรือ บริติช เคาน์ซิลเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจในหลักสูตร การศึกษา มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาต่างๆ ในประเทศอังกฤษ ทุนชีพนิ่งเป็นทุนแบบเต็มจำนวนให้แก่บุคคลทั่วไปเพื่อคัดเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทในประเทศอังกฤษ

คุณสมบัติของผู้สมัคร

1 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในสถาบันการศึกษาที่รัฐบาลรับรอง

2 มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.0 ขึ้นไป

3 มีประสบการณ์ในการทำงาน 4 – 5 ปี

4 สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งพูดและเขียนได้ดี

5 มีผล IELYS 6.5 หรือสูงกว่า

หลักฐานประกอบการสมัคร

1 ใบสมัครพร้อมรูปสี 2 นิ้ว ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน (ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา และใช้พื้นหลังสีขาว)

2 สำเนาประกาศนียบัตร (หากเป็นภาษาไทยต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยผู้แปลต้องลงลายมือชื่อกำกับ)

3 ประวัติส่วนตัว

4 จดหมายรับรอง 2 ฉบับ

5 เอกสารอื่นๆ เช่น จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัย หรือใบวุฒิบัตรอื่นๆ

วิธีการสมัคร

สำหรับวิธีการสมัครผู้สมัครสามารถเลือกมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาและหลักสูตรที่ต้องการได้ โดยเข้าไปดูรายละเอียดที่ บริติช เคาน์ซิล หรือที่www.aducation4euk.org โดยบริติช เคาน์ซิลจะดำเนินการสมัครตามสถาบันที่ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องการ อย่างไรก็ตามการคัดเลือกขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบัน ซึ่งอาจไม่ได้เข้าเรียนตามสถาบันที่ผู้สมัครต้องการในระบบการศึกษาของอังกฤษ

ช่วงเวลาที่รับสมัคร

ประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี

จำนวนทุนที่ได้รับ

ในการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าจะได้รับประมาณ11,610 ปอนด์ ถึง 13,410 ปอนด์ต่อปี ขึ้นอยู่กับว่านักเรียนจะศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ การศึกษาระดับ M.B.A

ปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการ (Management)เป็นหลักสูตรที่มีความต้องการสูง มีการขยายขอบเขตการฝึกอบรมในด้านนี้ไปยังสถาบันการศึกษามากขึ้น การศึกษาหลักสูตร  M.B.A  จึงมีการขยายตัวไปสู่ มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งในประเทศอังกฤษ โดยมีทั้งหลักสูตรเต็มเวลา (full time)หลักสูตร part time หลักสูตรทางไกล (distance learning) และหลักสูตรเฉพาะนักศึกษาที่มีเวลาว่าง(block of day release programs)ซึ่งมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังต่อไปนี้

หลักสูตรเต็มเวลา (full time)

เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับชาวต่างชาติที่เดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ โดยใช้เวลาเรียน 12 เดือน 9 เดือน และมีการศึกษาในชั้นเรียนอีก 3 เดือน เป็นการเขียนวิทยานิพนธ์ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อนจะต้องเข้าศึกษาในหลักสูตร สองปี โดยขั้นแรกจะต้องศึกษาเพื่อรับ Diploma Administration เป็นเวลา9  เดือนก่อน หลังจากนั้นจึงเรียน M.B.A. อีก 1 ปี ยกเว้น London Business School และ Manchester Business School ซึ่งมีชื่อเสียงในวิชาบริหารธุรกิจ กำหนดหลักสูตร M.B.A. ไว้ 2 ปี

หลักสูตรทางไกล

เป็นหลักสูตรที่เหมาะสำหรับผู้มีทุนน้อย คนทำงาน หรือคนที่มีภาระต้องดูแลบ้าน เพราะการศึกษาระบบนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าชั้นเรียนถึงที่ประเทศอังกฤษ แต่สามารถนั่งเรียนอยู่ที่บ้าน มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ได้แก่ University of London ซึ่งในส่วนของค่าเล่าเรียนทางสถาบันคิดเพียงค่าสมัคร ค่าลงทะเบียนประจำปี และค่าสอบเท่านั้น แต่มีข้อเสียคือ ทำให้นักศึกษารู้สึกโดดเดี่ยวและมีการลาออกในอัตราค่อนข้างสูง ส่วนกำหนดการเวลาเรียน ทางไกลนั้นทั่วไปใช้เวลา 2ปี

ทุนระดับอุดมศึกษาอื่นๆของรัฐบาลอังกฤษ

1 BTEC HNC/HND หรือ Diploma of Higher Education ใช้เวลาเรียน 2 ปี

2 First Degree (Bachelors Degree) ส่วนใหญ่ใช้เวลา 3 ปี ยกเว้นบางสาขาต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 – 5 ปี

3 Post Graduate – Post Graduate Certificate / Diploma หลักสูตร 9 เดือนถึง 1 ปี รับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี

4 Master Degree หลักสูตร 1 – 2 ปี รับผู้สำเร็จปริญญาตรีที่มีผลการเรียนดี

5 Doctoral Degree หลักสูตรการทำวิจัย ใช้ระยะเวลา 3 – 5 ปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

บริติช เคาน์ซิล ส่วนกลางจุฬาลงกรณ์ 64 โทรศัพท์ 02 652 5480-9 ต่อ 308 www.britishcouncil.or.th,เลขที่ 198 ถนน บำรุงราษฎร์ อ เมือง จ เชียงใหม่ 50000โทรศัพท์ 053 242 103 ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.lon.ac.uk/external

 

StudyPlus ศูนย์แนะเเนวเรียนต่อต่างประเทศทั่วโลก จัดทำขึ้นเพือ่ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ทุนเพิ่มขึ้น  ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงเเต่อย่างใด

ข้อมูลทั่วไปประเทศเยอรมัน เเละ ระบบการศึกษา

ข้อมูลทั่วไปประเทศเยอรมัน เเละ ระบบการศึกษา

ในปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาทั้งหมดประมาณ 12.6 ล้านคน ที่ประเทศ มีครูอาจารย์ทั้งหมดประมาณ 780,000 คน ตามโรงเรียนสถานศึกษากว่า 52,000 แห่งในเยอรมัน

การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 6-18 ปี รวมการศึกษา ภาคบังคับทั้งหมด 12 ปี ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้อง เรียนหลักสูตรภาคบังคับแบบเต็มเวลานี้ อย่างน้อย 9 ปี (ในบางรัฐ 10 ปี) หลังจากนั้นนักเรียนสามารถเลือกเรียน หลักสูตรสายอาชีพ หรือฝึกงานซึ่งเป็นการเรียนแบบไม่เต็มเวลาได้ โรงเรียนเอกชนในเยอรมนี ไม่กี่แห่งที่ดำเนินการโดยนักสอนศาสนา

โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาล เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน หนังสือและตำราเรียน มักมีให้นักเรียนยืมไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าจำเป็นต้องให้เป็นของส่วนตัว ก็จะให้ผู้ปกครองบริจาคเงินตาม กำลังทรัพย์ที่มี เมื่อนักเรียนอายุ 6 ปี จะเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเป็นเวลา 4 ปี หลักจากจบประถมศึกษา แล้วจึงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา แบ่งเป็น 4 ประเภทด้วยกัน

Secondary General School (Hauptschule)
เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป วิชาที่สอบได้แก่ ภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมวิทยา ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และวิชาแนะนำวิชาชีพ เวลาเรียน 6 ปี หลังจบนักเรียนจะได้รับใบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นประตูสู่การศึกษา สายวิชาชีพ

Intermediate School (Realschule)
เป็นโรงเรียนที่อยู่ระหว่างโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่ให้การศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป (Secondary General School) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เน้นวิชาการ (Grammar School) หลักสูตรส่วนใหญ่จะเน้นวิชาพื้นฐานทั่วไป หลังจบหลักสูตร 6 ปีแล้ว จะได้ประกาศนียบัตรเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เช่น โรงเรียนอาชีวะที่ต้องเรียนเต็มเวลา ประมาณ 40% ของผู้จบโรงเรียน มัธยมจะได้ประกาศนียบัตรแบบนี้

Grammar School (Gymnasium)
เป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 9 ปี เป็นการเรียนการสอนที่เน้นวิชาการ และเมื่อเรียนในระดับ เกรด 11-13 วิธีการเรียน จะแบ่งเป็นการเลือกกลุ่มวิชา (Course) ที่ถนัด เพื่อเน้นบางสาขาวิชาโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหลังจากจบเกรด 13 แล้ว

Comprehensive School (Gesamtschule)
เป็นการผสมผสานการเรียน การสอนของโรงเรียนมัธยมทั้ง 3 ประเภท เข้า ด้วยกันภายใต้การบริหารหนึ่งเดียว นักเรียนเริ่มเรียนตั้งแต่เกรด 5 ถึงเกรด 10 และจะเริ่มเรียนวิชาเฉพาะทางในระดับเกรด 7 บางกลุ่มวิชา จะมีการแบ่งการเรียนออกเป็นกว่า 11 ระดับ แล้วแต่ความยากง่าย

ข้อมูลทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับการศึกษาระดับสูง
วิทยาศาสตร์ การวิจัยค้นคว้า และการศึกษา ในเยอรมัน มีการสืบทอด ต่อเนื่องกันมายาวนาน สถานศึกษาหลายแห่งในเยอรมัน มีประวัติศาสตร์ ย้อนหลังไปกว่า หลายศตวรรษ มหาวิทยาลัย ที่เก่าแก่ที่สุดในเยอรมัน อยู่ที่เมืองไฮเดนแบร์ก (Heidelberg) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1386 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

มหาวิทยาลัยในเยอรมันเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สองเยอรมัน หันมาพัฒนาการศึกษา และการวิจัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรวมประเทศ มีมหาวิทยาลัยเกือบ 120 แห่ง และสถาบันเทียบเท่า มหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยเทคนิค มากกว่า 200 แห่งกระจายทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีสถาบันการศึกษาชั้นสูง เช่น มหาวิทยาลัยเน้นภาคปฏิบัติ (Fachhochschule) มหาวิทยาลัยศิลปะการดนตรีและภาพยนตร์ เป็นต้น

สถาบันการศึกษาระดับสูงส่วนใหญ่เป็นของรัฐบาล มีไม่กี่แห่งที่ ดำเนินการโดยนักสอนศาสนาคริสต์ และกองทุนเอกชน ซึ่งเป็นสถานบันที่สอน ด้านเทคโนโลยีกฎหมาย และบริหารธุรกิจ สถาบันการศึกษาของรัฐบาลเปิดรับนักศึกษาทุกเชื้อชาติเรียนฟรี ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แม้กระทั่งนักศึกษานานาชาติ ก็ได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน โดยรัฐบาลเยอรมันจากจำนวนนักศึกษา ทั้งหมดเกือบ 2 ล้านคน

ในสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมัน มีนักศึกษาประมาณ 140,000 คน ที่มาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก นักศึกษาต่างชาติประมาณ 9,400 กว่าคนกำลังศึกษาในระดับปริญญาสาขาต่าง ๆ ประมาณ 1,600 คน ศึกษาในหลักสูตรพิเศษเฉพาะทาง และในระดับปริญญาเอกมีประมาณ 2,700 คน

สำหรับหลักสูตรนานาชาติ ที่นักศึกษาสนใจเรียนเป็น พิเศษมีมากกว่า 200 หลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือสอนเป็นภาษาอังกฤษ ตลอดทั้งหลักสูตร และมีโครงสร้างตามระบบการเรียนการสอน ของมหาวิทยาลัยอังกฤษ – อเมริกัน

ประเภทของสถาบันศึกษา
มหาวิทยาลัย
ผู้ที่บทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ก็คือ Willhelm von Humboldt (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1767 – 1835) เขาได้เน้นความสำคัญของหลักการศึกษาที่สำคัญคือ “การแยกกันไม่ออกระหว่างการสอนและการวิจัย” ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของเยอรมันก็ได้ยึดถือหลักการนี้ไว้ตลอด ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช้สถาบันเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสถาบันที่ทำการวิจัยค้นคว้า ทั้งในลักษณะที่เป็นการวิจัยประยุกต์ และงานด้านวิชาการล้วน ๆ มหาวิทยาลัยมอบปริญญาบัตร ทั้งระดับปริญญาโท (Diplom หรือ Magiste Artium) และระดับปริญญาเอก และยังการับรองความสามารถในการสอน (Habilitation) ของผู้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ ซึ่งต้องผ่านการเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมาแล้ว และการเสนอผลงานทางวิชาการก่อนจะมีการสอบทักษะต่าง ๆ อย่างเข้มงวดเพื่อแต่งตั้งเป็นศาสตร์จารย์ระยะหลังนี้ ได้มีหลายมหาวิทยาลัยมอบปริญญาบัตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริญญาตรี และโทแบบสากลทั่ว ๆ ไป ซึ่งเปิดโอกาสให้จบการศึกษา ปริญญาตรีและโทง่ายขึ้น แขนงวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยที่สำคัญคือ แพทย์ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และวนศาสตร์ ในแต่ละสาขาวิชา ยังแบ่งสาขาย่อยออกไป หลากหลาย เพื่อเน้นความชำนาญเฉพาะทาง

มหาวิทยาลัยเทคนิค (Technical Universities)
เดิมนั้นสถาบันการศึกษาที่เรียกว่า มหาวิทยาลัยเทคนิค ให้การศึกษาเฉพาะด้านวิศวกรรม แต่ต่อมาได้วิวัฒนาการแขนงวิชา ที่สอนไปยังด้านอื่น ๆ เช่น มนุษย์ศาสตร์ อย่างไรก็ดีก็ยังเน้นหนัก ที่ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์

มหาวิทยาลัยเน้นภาคปฏิบัติ (University of Applied Science/Fachhochschule)
มหาวิทยาลัยประเภทนี้เป็นที่นิยมของนักศึกษาต่างชาติ เป็นสถาบันที่เน้น การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้วิธีการเรียนการสอนจัดทำ เพื่อให้โอกาส จบปริญญาเร็วกว่ามหาวิทยาลัยแบบธรรมดา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะด้อยคุณภาพ เพราะว่ามหาวิทยาลัยจะเน้นทั้งการสอน และการวิจัย การวิจัยจะเน้นการนำผลไปปฏิบัติได้ โดยจะมีการติดต่อร่วมมือใกล้ชิด กับภาคอุตสาหกรรมของเอกชน หลักสูตรการศึกษา มีแบบที่มอบ ปริญญาของเยอรมันที่เรียกว่า Diplom หรือปริญญาตรี และปริญญาโทแบบสากล

มหาวิทยาลัยศิลปะและการดนตรี
มหาวิทยาลัยศิลปะและการดนตรี มีจุดประสงค์ เพื่อผลิตผู้จะออกไปยึดอาชีพศิลปะ และการดนตรี รวมทั้งเพื่อเป็นอาจารย์ใน 2 แขนงนี้ ระเบียบการรับนักศึกษาวิธีการศึกษา และตารางการสอน จะแตกต่างไปจาก มหาวิทยาลัยทั่วไป

สถาบันอื่น ๆ ที่มีฐานะเทียบท่ามหาวิทยาลัย
นอกจากสถาบันศึกษาแบบต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว เยอรมันยังมีสถาบันฝึกหัดครู ซึ่งให้ศึกษาอบรมผู้ ที่จะออกไปดำเนินอาชีพครู ในโรงเรียนระดับต่าง ๆ สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ที่น่าสนใจ อีกแบบหนึ่ง อีกมหาวิทยาลัยที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า Gesamthochschulen ซึ่งอาจจะแปลว่ามหาวิทยาลัยแบบผสม (Comprehensive University) ซึ่งเป็นสถาบันซึ่งเกิดจากการรวมตัวกัน ของมหาวิทยาลัย สถาบันฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยเน้นภาคปฏิบัติ และมหาวิทยาลัยศิลปะ และการดนตรี โดยรวมเข้าเป็นสถาบันเดียวกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยรวมแบบนี้จะทำให้นักศึกษามีโอกาสเปลี่ยนสาขาที่ศึกษา หรือเปลี่ยนปริญญาที่จะจบได้ในระหว่างทีศึกษาอยู่

นอกจากที่กล่าวมาแล้วนี้ เยอรมันยังมี สถาบันการศึกษาเพียง สถาบันการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นให้การศึกษาเพียง บางสาขาเท่านั้น เช่น สถาบันแพทย์ศาสตร์ และสัตว์แพทย์ที่ฮันโนเวอร์ หรือมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ที่เมืองลูเบค มหาวิทยาลัยพละศึกษา ที่เมืองโคโลญจ์ มหาวิทยาลัยศิลปะ และการสื่อสารที่เมืองมิวนิค มหาวิทยาลัยการภาพยนตร์ทั้งที่เมืองมิวนิค มหาวิทยาลัยการภาพยนตร์ ทั้งที่เมืองมิวนิค เมืองพอทสดัม-บาเบลเบิก และที่เมืองลุดวิกส์บวร์ สถาบันอบรมการบริหารแก่ข้าราชการพลเรือนเยอรมัน ที่เมืองสเปเยอร์ ซึ่งที่สถาบันนี้จะมีข้าราชการจากประเทศกำลังพัฒนาเข้าศึกษาด้วย และยังมีมหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยที่ฝ่ายศาสนาศาสนาตั้งขึ้น ซึ่งมักจะเป็นมหาวิทยาลัยไม่ใหญ่นัก

คุณภาพของมหาวิทยาลัยและสาขาวิชา
คุณภาพของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเยอรมันไม่แตกต่างกันมาก เหมือนบางประเทศ นักศึกษาจะยืมหนังสือจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ที่ตนไม่ได้เรียนได้ โดยระบบการยืมข้ามสถาบัน ความแตกต่างในคุณภาพของแต่ละคณะ และแต่ละสาขาภายใน มหาวิทยาลัย อาจจะเกิดจากความเชี่ยวชาญ ของอาจารย์ในคณะเอง ซึ่งไม่ได้เป็นผลจากมหาวิทยาลัยโดยรวม เพราะฉะนั้นภายในมหาวิทยาลัย เดียวกัน อาจจะมีคณะที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไปทั่วโลก และบางคณะที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก การจัดอันดับคุณภาพ ของแต่ละสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาจจะดูได้จาก Website 2 แห่งคือ

  1. www.stern.de/campus.kurriere/uniwett/ranking  (ภาษาเยอรมัน)
  2. www.spiegel.de/ppiegel/0,1518,1804,00.html  (ภาษาเยอรมัน)

ปริญญาบัตร
ปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยในเยอรมันในปัจจุบันมีดังนี้

  1. ปริญญาโท หรือ Master of Arts สำหรับแขนงศิลปะ และมนุษยศาสตร์
  2. ปริญญาโท หรือ Diplom สำหรับสาขาวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และแขนงวิชาอื่น ๆ ที่สอนใน มหาวิทยาลัยเน้นภาคปฏิบัติ
  3. ปริญญาโทของรัฐหรือ State Exam สำหรับสาขาคุรุศาสตร์ แพทยศาสตร์ กฎหมาย และเภสัชกรรมศาสตร์
  4. ปริญญาเอก (Doctorate)

สำหรับ 3 แบบแรกคือ Master of Arts, Diplom และ State Exam นั้นถือได้ว่ามีระดับที่เท่ากัน เพราะฉะนั้นระบบ ปริญญาบัตรของเยอรมันจึงต่างจากระบบที่ใช้เรียกปริญญาตรี โท และ เอก ทั่วไปเรียกว่าเป็นแบบเยอรมันแท้ ๆ ส่วนมหาวิทยาลัยของเยอรมัน ที่ใช้หลักสูตรนานาชาติ ที่เรียกว่า International Degree Program นั้นจะมอบปริญญาตรี และ โท เหมือนกับในประเทศอื่น ๆ

คุณสมบัติของผู้สมัครและกระบวนการในการรับสมัคร
ประกาศนียบัตรการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ของประเทศไทย (ม.6 หรือ ปวช.) ยังไม่เทียบเท่ากับของเยอรมัน สำหรับการเข้าเรียนต่อใน ระดับมหาวิทยาลัย ผู้สมัคร จึงต้องผ่านการสอบประเมินความรู้ (Assessment test) ซึ่งสอบเป็นภาษาเยอรมันก่อน ผู้จะเข้าสอบอาจจะสมัครเข้าเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบประเมินความรู้ ในสถาบันที่เรียกว่า Studienkolleg ได้แต่จำเป็นต้องมีพื้นความรู้ภาษาเยอรมันก่อนสมัครเข้าเรียนด้วย ส่วนผู้สมัครที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแบบอื่น ๆ จะต้องมีการพิจารณาเป็นรายบุคคลและขึ้นกับมหาวิทยาลัยที่ตนสมัคร

สำหรับผู้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของไทย ไม่จำเป็นต้อง สอบประเมินความรู้ ทางมหาวิทยาลัย หรือคณะที่จะเข้าศึกษา จะมีคณะกรรมการเพื่อเทียบวิชาต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วกับ วิชาที่สอนอยู่ใน มหาวิทยาเยอรมัน วิชาใดที่เทียบกันได้ก็จะ ได้รับการเทียบเครดิตให้ บางแห่งจะเทียบปริญญาตรีของไทยเท่ากับ 2 ปี ของการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัยของเยอรมันหรือที่เรียกว่า Pre Diplom สำหรับนักศึกษาที่จะเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ จะสามารถเข้าศึกษา ต่อในระดับปริญญาโทได้เลย

โดยปกติแล้วนักเรียนไทย ที่ต้องการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเยอรมัน จะสมัครได้ที่สำนักงานนักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Office) ของแต่ละมหาวิทยาลัย นักเรียนที่มีปัญหาต้องการข้อมูล เกี่ยวกับเงื่อนไขการรับสมัคร และการพิจารณารับรองความรู้ สามารถสอบถามได้โดยตรง ในบางสาขาวิชา ซึ่งจำนวนผู้สมัคร มีมากเกินกว่าทางมหาวิทยาลัย จะรับได้ทั้งหมดจึงต้องผ่านกระบวน การคัดเลือก เช่น สาขาแพทยศาสตร์ การสมัครจะต้องสมัครผ่าน ศูนย์รับสมัครส่วนกลางของประเทศ (Central Admission Office)

คุณสมบัติทางภาษา
ภาษาที่ใช้สอนคือ ภาษาเยอรมันผู้จะเข้าศึกษา จะต้องผ่านการทดสอบความรู้ภาษาเยอรมันซึ่งเรียกว่า DSH ซึ่งทางมหาวิยาลัยในเยอรมันเป็นผู้จัดสอบ หรือสามารถขอสอบ TestDaF (เทียบเท่ากับ TOEFL ของภาษาอังกฤษ) ในประเทศบ้านเกิดได้

ข้อยกเว้นของผู้ที่ไม่ต้องสอบ DSH มี 3 กลุ่ม คือ ผู้ที่จบโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศเยอรมัน ผู้ที่จบโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายระบบเยอรมัน หรือเทียบเท่าในต่างประเทศ และผู้ที่มีประกาศนียบัตรระดับสูงแสดงความรู้ภาษาเยอรมัน (ZOP) จากสถาบันเกอเธ่ (Goethe Insititut)

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดอบรมการเตรียมตัวสอบ DSH แต่ผู้จะ เข้าโปรแกรมนี้ได้จะต้อง มีพื้นความรู้ภาษาเยอรมันมาก่อนแล้ว ซึ่งจะต้องมี พื้นฐานมากน้อยเพียงใดนั้น สอบถามได้ที่สำนักงานนักศึกษาต่างชาติ ของแต่ละมหาวิทยาลัยนักเรียนไทย ที่สนใจจะไปเรียนเยอรมัน ควรจะเรียนภาษาเยอรมัน จากสถาบันในประเทศไทยเสียก่อน เช่น สถาบันเกอเธ่ รายละเอียดดูได้จาก เว็บไซต์ www.goethe.de/bangkok นักเรียนจะสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประกาศนียบัตรที่เทียบเท่า DSH หรือเวลา และสถานที่สอบ TesDaf ในประเทศไทยจากสถาบันนี้

หลักสูตรนานาชาติ (International Degree Program)
เป็นหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ผู้เข้าศึกษาในหลักสูตรนี้ จะต้องรู้ภาษาอังกฤษ เช่น ผลคะแนน TOEFL 550 สำหรับการสอบข้อเขียน และ 213 สำหรับการสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ หรืออาจจะสอบ IELTS ที่ Band 6 ผู้เข้าศึกษาในหลักสูตร นานาชาติส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมี ความรู้ภาษาเยอรมัน แต่ในบางสาขาวิชาอาจกำหนดให้มีด้วย สถาบันที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ จะมีการสอนภาษาเยอรมันเสริมด้วย เพื่อนักศึกษาทุกคนจะได้เพิ่มพูนความรู้ภาษาเยอรมัน และเรียนรู้วัฒนธรรม ของเยอรมันควบคู่ไปกับการศึกษา

การเปิดภาคเรียน
โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยในเยอรมัน แบ่งช่วยเวลาของการศึกษาออกเป็น 2 ภาคเรียน คือ
ภาคเรียนฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม – เดือนมีนาคม
ภาคเรียนฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายน – เดือนกันยายน

ค่าใช้จ่าย

  1. ค่าเล่าเรียน
    เนื่องจากสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนโดยรัฐ สถาบันการศึกษาจึงไม่เก็บค่าเล่าเรียน รวมทั้งจากนักศึกษาต่างชาติด้วย แต่อาจมีบางสาขาวิชา ของมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีการเรียกเก็บค่าเรียน ซึ่งจะมีตั้งแต่ภาคเรียนละ 10,000 บาท ไปจนถึง 180,000 บาท สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนค่าเล่าเรียนอาจจะสูงถึง 300,000 บาทต่อภาคเรียน ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับค่าเล่าเรียนนั้น มหาวิยาลัยเยอรมันเก็บค่าธรรมเนียม (Administraive Fee) ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก และอาจจะรวมค่าตั๋วรถโดยสารประจำทางด้วย ค่าธรรมเนียมนี้จะประมาณ 1,000 – 4,000 บาท ต่อภาคเรียน ซึ่งอาจจะสอบถามได้จากมหาวิทยาลัยโดยตรง
  2. ค่าครองชีพ
    ค่าครองชีพของนักศึกษาต่างชาติในเยอรมัน จะเป็นคนละประมาณ 22,000 – 25,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะรวมค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าประกันสุขภาพ ค่าหนังสือและค่าพักผ่อนหย่อนใจ นักศึกษาทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ ซึ่งมีอัตราพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ สำหรับผู้มีอายุเกิน 30 ปี จะอยู่ในโครงการประกันแบบอื่น ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยโรคเรื้อรับบางอย่าง ก็จะต้องอยู่โครงการประกันสุขภาพ ที่พิเศษแตกต่างออกไป

ตัวอย่างค่าใช้จ่าย
ค่าเช่าหอพัก 175 ยูโรต่อเดือน
ค่าเช่าอพาร์ทเมนต์ห้องเดี่ยว 230-300 ยูโรต่อเดือน
ค่าประกันสุขภาพ(ผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี) 60 ยูโรต่อเดือน
ค่าอาหารกลางวัน 3.00 ยูโรต่อมื้อ
เบียร์ (ในร้านอาหาร – 0.2 ลิตร) 1.40 ยูโรต่อขวด
นม 0.60 ยูโรต่อลิตร
ค่าเข้าชมภาพยนตร์ 7.00 ยูโร
เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคน
เดือนละ 600 – 750 ยูโร
ปีละ 7,200 – 9, 000 ยูโร

 

ข้อมูลทั่วไปจาก DAAD

ข้อมูลประเทศ USA

10608354_842962175768344_8984906549150413265_o

ข้อมูลประเทศ USA

ตารางเทอมเปิดเรียน

เทอม เดือน Deadlineใบสมัคร
Spring semester January-May November 1
Summer semester June-August April 1
Fall semester August-December July 1

 

United States of America (ประเทศสหรัฐอเมริกา) มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 378,695 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 18 เท่า มีประชากรประมาณ 300 ล้านคน (ค.ศ. 2007)
นับเป็นประเทศที่มีความหลากหลายในเรื่องของภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ทะเลทราย ภูเขา ที่ราบสูง และที่ลุ่ม สหรัฐอเมริกามีผืนแผ่นดินใหญ่เพราะมีพื้นที่ของรัฐติดต่อกันถึง 48 รัฐ โดยมีรัฐอลาสก้า อยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนนาดา และรัฐฮาวาย ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ห่างจากแผ่นดินใหญ่ถึง 3200 กิโลเมตรโดยประมาณ จากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ทิศเหนือติดกับประเทศแคนนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศแม็กซิโกและอ่าวแม็กซิโก ทิศตะวันออกติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ทิศตะวันตกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค

ประชากร

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับการขนานนามว่า “Melting Pot” หมายถึงแหล่งรวมของประชากรที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมที่หล่อหลอมรวมกัน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมคืออินเดียนแดง หลังจากนั้นชาวอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดินทางอพยพเข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาส ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรขาวผิวขาวประมาณกว่า 75 % นอกจากนี้ยังมีชาวผิวดำที่ถูกนำมาจากทวีปอาฟริกาในฐานะทาส แต่เดิมคนดำจะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันอาศัยกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ เช่น Washington D.C., Chicago โดยเฉพาะ New York ส่วนชาว Hispanic หรือพวกเชื้อสายสเปนซึ่งมีอยู่ประมาณ 13 % ยังมีชาวเอเชียหรือพวกเชื้อสายแถบหมู่เกาะแปซิฟิคประมาณ 4% รวมทั้งชนเชื้อสายญี่ปุ่นมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ใน Hawaii

ภูมิอากาศ

อากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอะแลสกา บริเวณที่ ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้งและมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาค ตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขาร๊อกกี้ ฤดูกาลมีทั้งหมด 4 ฤดู คือ

ฤดูร้อน ( Summer) มิถุนายน – สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง ( Autumn) กันยายน – พฤศจิกายน
ฤดูหนาว ( Winter) ธันวาคม – กุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ผลิ ( Spring) มีนาคม – พฤษภาคม

เวลา

มีการจัดแบ่งเวลาออกเป็น 4 โซน ดังนี้

Eastern Time Zone (EST) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีการปรับเลื่อนเวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเรียกว่า Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 13 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Boston, New York, Washington D.C., Miami, and Cleveland

Central Time Zone (CTZ) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 13 ชั่วแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Chicago, New Orleans

Mountain Time Zone (MTZ)  เวลาช้ากว่าประเทศไทย 14 ชั่วโมงแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ Denver, Phoenix

Pacific Time Zone (PTZ) เวลาช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมงแต่ในช่วง Daylight Saving Time ทำให้เวลาช้ากว่าประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 16 ชั่วโมง เมืองที่อยู่ในเขตนี้ ได้แก่ San Francisco, Seattle, Hawaii

การปกครอง

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศกว้างขวางมาก จึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันด้วย ดังนั้นรัฐต่างๆ เหล่านี้จึงถูก แบ่งเป็น 7 เขตดังนี้
Northwest States  Washington, Oregon, Idaho

Southwest States  California, Nevada, Utah, Arizona

North Central States Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South
Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Iowa, Missouri

South Central States  New Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana
Midwest States  Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky

Northeast States New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania,
West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode
Island, Connecticut, New Jersey, Delaware, Maryland,
District of Columbia

Southeast States Tennessee, North Carolina, South Carolina,
Mississippi, Alabama, Georgia, Florida

ภาพน้องๆที่เรียนอยู่ที่ San Francisco

11081102_939165549439547_1259790845067136654_n